ดิฉันขอบรรยายภาพแห่งความประทับใจเหล่านี้ ผ่านหน้ากระดาษไปถึงคุณผู้อ่านทุกท่าน...โดยเฉพาะท่านๆ ที่พลาดโอกาสชมคอนเสิร์ต ครั้้งประวัติศาสตร์ไม่แพ้ไปกว่าคอนเสิร์ต "หัวใจสิงห์" ของอัสนี-วสันต์ ที่จัดเมื่อสองถึงสามปีที่แล้วเลยค่ะ
เริ่มแรกที่มีการประกาศราคาตั๋๋ว เริ่มต้นที่ 150 เหรียญ เพื่อนๆ หลายๆ คนรอบตัวดิฉันเริ่มขยับกระเป๋า นับงบประมาณแล้วก็เริ่มบ่นออกมาดังๆ ว่า "มันแพงมากเลย" ไปดูต้องเสียเงินถึงเสียงาน
กระแสเรื่องอุดมคติแบ่งสีทางการเมืองไทยก็ส่งผลกระทบไม่น้อยกับการตัดสินใจ ของคนที่จะซื้อบัตร แต่เรื่องดีๆ ก็มีให้ฟังนะคะ
อย่างเช่นที่เกิดขึ้นที่ใต้ร่มไม้ สวนธรรมกริฟฟิตปาร์ค เมืองลอส แอนเจลิส มีลูกชายของคุณแม่ที่เป็นสมาชิกฟังธรรม เขาให้ของขวัญในวันแม่ด้วยบัตรชมคอนเสิร์ตพี่เบิร์ด และพาไปดูกันทั้งครอบครัว
ก่อนที่จะมีการแสดงคอนเสิร์ต เราก็ได้เห็นกิจกรรมพิเศษหลากหลาย ที่น่าสนใจคือ การประกวดร้องเพลงพี่เบิร์ด บรรยากาศการแข่งขันร้องเพลงเป็นไปอย่างคึกคัก ไล่เรียงมาจนถึงวันแสดงคอนเสิร์ตจริง เสาร์ที่ 22 พ.ค.ที่สนามกีฬายูเอสซี สถานที่ที่จุคนได้ไม่น้อยกว่า แปดพันที่นั่ง
คนเริ่มทยอยเข้ามานั่งเต็มส่วนหน้า และชั้นลอย มีพิธีเปิดงานเป็นทางการ โดยท่านกงสุล ดำรง ใคร่ครวญ ต่อจากนั้นสีเสียงเริ่มเงียบ ถึงเวลาโชว์ตอนสองทุ่มครึ่ง สปอตไลท์สาดมาที่กลางเวที สิ่งแรกที่เห็นคือ การ์ตูนนกเพนกวิน ...เอ้ยไม่ใช่ค่ะ เป็นโก๊ะตี๋ นักแสดงตลกชื่อดังของเมืองไทย สวมเสื้อผ้าหนาหลายชั้น สีสันสดใส เดินมาที่หน้าเวทีและทักทายคุณผู้ชม พร้อมด้วยน้าค่อม ที่เล่นมุกตลกฮากันตั้งแต่เปิดงาน ยอมรับจริงๆ ค่ะ ว่า เขาทั้งสองเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์สร้างเสียงหัวเราะ
สักพักก็มีแดนเซอร์ เพลงแฟนจ๋า พี่เบิร์ดก็เริ่มอ้อนคนดู แสงสีเสียงตระการตา ท่าเต้น คอสตูมที่ตระการใจ สิ่งที่น่าประทับใจสำหรับตัวดิฉันก็คือ ทะเลไฟกะพริบ วับๆ ที่สาดแสงมาจากแหวนไฟเรืองแสง ป้ายจุดไฟอักษรว่า เลิฟเบิร์ด รักนะจุ๊บจุ๊บ เบิร์ดอินยูเอสเอ และอีกหลายสำนวนบาดใจอีกหลายตัวที่เรืองแสงตรงมาจากคนนั่งดูเกือบทุกที่นั่ง
ส่วนตำแหน่งที่ดิฉันนั่งจะเป็นชั้นสองปีกซ้ายของเวที คนที่นั่งติดกับดิฉันเป็นป้าคนลาว ด้านหน้าเป็นคุญลุงฝรั่งใส่เชิ้ตยีนส์สีฟ้า เราก็ว่าเขาจะรู้เรื่องหรือ ที่ไหนได้ ลุงแซมลุกขึ้นเต้นก่อนหน้าดิฉันเสียอีก ช่วงเพลงมันๆ ดิฉันก็ยังไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะได้นั่งแถวที่สื่อมวลชน แล้วหลายๆ คนเขาก็ชอบแนวเพลงสุนทราภรณ์กัน เจอแบบเบิร์ดเข้า เขาก็อาจจะยังไม่รู้จักหรือคุ้นเพลงเบิร์ดมากเท่าคนวัยเดียวกับดิฉัน
เวลาแห่งความประทับใจก็มาถึง ช่วงเพลงซึ้งๆ เริ่มต้นที่ ด้วยรักและผูกพัน ตอนที่เพลงนี้ดัง ดิฉันอยู่ ป.สี่ ที่เมืองชล ความคิดของเด็กๆ ในเวลานั้นก็คือ เพลงดังๆ แบบนี้เราคงได้ฟังแต่ในวิทยุ ถึงวันนี้ เราได้ฟังเพลงนี้้ โดยทุกอย่าง ทุกคีย์และเสียงของศิลปิน ไม่ว่าจะกาลเวลาเปลี่ยนไปร่วมสิบปี แต่มันไม่มีความผิดเพี้ยนไปจากเพลงในวัยเด็กที่ดิฉันชอบไปเลย ศิลปินร้องร่ายยาวในท่อนสร้อยต่อกันหลายเพลง จนถึงเพลง "เล่าสู่กันฟัง" ซึ่งเป็นเพลงดังก่อนที่ดิฉันจะเดินทางมาอเมริกาเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ดิฉันสัมผัสได้หลายๆ คลื่นอารมณ์และน้ำตาของผู้ชมหลายๆ คนเมื่อศิลปินร้องถึง เพลงท่อนนี้
"ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ ยังอยากได้ยินทุกเรื่องราว" ซึ่งเพลงต่างๆ ของเบิร์ด น่าจะทำให้เราคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของแต่ละคนได้เป็นอย่างดีไม่มากก็น้อย
ช่วงต่างๆ ของการแสดงก็เป็นไปอย่างดีและสอดคล้อง ช่วงการแสดงของแคทรียา อิงลิช ยอมรับเลยค่ะ ว่าเธอสวยจริงๆ ไม่ว่าจะสวมใส่ชุดอะไร เธอรูปร่างดีจริงๆ ส่วนพิงกี้ก็มาด้วยชุดผ้าชีฟองเนื้อบางเซ็กซี่แต่ดูไม่โชว์หวิวเลย ซึ่งต้องขอชมการออกแบบชุดแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สามารถโชว์รูปร่างที่สวยงาม ดูมีสีสันและสร้างความมั่นใจของนักแสดงได้เป็นอย่างดี
ตลอดการแสดงมีช่วงตลก ในตอนกลางของคอนเสิร์ตที่เป็นการแสดงฉากน่ารักๆ ของ พิงกี้ แคท โก๊ตี๋และน้าค่อม เรียกเสียงฮากันจนลั่นโรงแสดง ตรงที่ดิฉันคิดถึงและยังอดขำไม่ได้คือ "ยังไม่หายเผ็ดพริกเลย" ของน้าค่อม ที่ไปแอบเป็นเงาในกระจกของน้องแคท พอแคทหยิบพริกสีเขียวสดขึ้นมา และค่อยๆ กัดรับประทานจนหมดเม็ด น้าค่อมก็ต้องทำตาม แต่พริกทางฝั่งน้าฯเป็นของจริง ส่วนพริกด้านน้องแคทมันคือ "ลูกชุบ"
ส่วนมุกของน้องพิงกี้ก็คือ แคะขี้มูกด้วยนิ้วชี้ ส่วนโก๊ะตี้ก็ต้องทำตาม มุกต่อไป ถามเพื่อนๆ ที่ไปชมกันเอาเองนะคะว่าเขาเล่นกันอย่างไร คนจึงเฮกันทั้งโรง
ดา เอ็นโดฟิน ถือเป็นศิลปินเดี่ยวที่มาแจมในการแสดงครั้งนี้ เธอมีมาดที่เป็นสาวเท่ แกร่ง และมีเสน่ห์ดึงดูดผู้ชมอย่างเป็นธรรมชาติ สองเพลงแรกดิฉันไม่ค่อยคุ้นหูนัก ก็ได้เพลงที่สามนี่ละคะ "นี่คือสิ่งสำคัญ ที่เราได้อยู่ร่วมกัน สิ่งอื่นใดนั้นมันยังไม่มาถึง" ดายังเกริ่นนำก่อนเพลงนี้อีกว่า คู่รักหลายๆ คู่ใช้เพลงนี้ร้องในงานแต่งงาน ซึ่งเชื่อว่าหลายๆ คนคงได้อินเลิฟในช่วงที่เพลงนี้ดังนะคะ
และแล้วเวลาสำคัญ ช่วงสำคัญก็มาถึง เมื่อเบิร์ดอธิบายถึงการมาแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนี้ "สายใยไทย สู่ใจพ่อ" และร้องเพลง ของขวัญจากก้อนดิน ในช่วงเวลาที่เมืองไทยยังคงประกาศเคอร์ฟิวและระส่ำระสายไปทั่วแผ่นดิน
ส่วนผู้ชมการแสดงนี้ ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกที่นั่งในหอแสดงต่างยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพต่อในหลวง ฉากหลังเป็นจอสกรีนใหญ่ มีข้อความว่า ‘ทรงพระเจริญ’
ส่วนประโยคสุดท้ายของเพลงนี้คือ "บวกกันเป็นดินเดียวให้พ่อได้สุขใจ ไม่ต้องเหนื่อยเกินไปอย่างที่เป็นมา ช่วยกันทำความดีให้พ่อได้สุขใจ ไม่ต้องเหนื่อยเกินไปอย่างที่แล้วมา"
ดิฉันเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นนักร้องนำอย่าง เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ แดนเซอร์ทุกท่าน คนไทยทุกที่นั่ง หัวใจเราทุกดวงย่อมเป็นห่วงบ้านเมืองของเรา
ถึงช่วงท้ายของการแสดง คำพูดหนึ่งที่ดังมาจากหัวใจก็คือ เราให้ทุกคนคิดเหมือนเรา รักเหมือนเราไม่ได้ แต่เราอย่ามาแบ่งชาติแบ่งสีกันเลยนะคะ
วิกฤติคือโอกาส จุดเกิดของความสำเร็จมาจากความล้มเหลว ในทางกลับกัน จุดเกิดแห่งความล้มเหลวคือความสำเร็จได้เช่นกัน ขอให้สังคมไทยเรารักกัน รักษาสุขภาพนะคะ
สามารถเข้าชมภาพคอนเสิร์ตเบิร์ดได้ที่ ประมวลภาพคะ
พบกันใหม่อาทิตย์หน้า...