นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปในสถานภาพล่าสุดของ “การเจรจา” ระหว่างแกนนำกลุ่มเสื้อแดงกับผู้แทนรัฐบาล ในประเด็น “การยุบสภา” ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2553 ทั้งนี้ ตามรายงานของไทยโพสต์
กลุ่มเสื้อแดงเริ่มการชุมนุมเมื่อ 14 มี.ค.53 แต่แกนนำยอมเริ่มเจรจาบนโต๊ะครั้งแรกเมื่อ 28 มี.ค.53 ณ วันนี้ (31 มี.ค. 53) การเจรจาหยุดชะงัก เพราะแกนนำต้องการให้ยุบใน 15 วัน และยืนกรานไม่รับข้อเสนอของรัฐบาลที่จะยุบในเวลา 9 เดือน ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีวาระโดยชอบเหลืออยู่ 1 ปี 9 เดือน แต่ก็ยินยอมยุบ เพื่อแสดงสปิริตที่จะรอมชอมกับพรรคร่วม และนำความสงบคืนสู่บ้านเมือง
หากแกนนำยังไม่กลับไปเจรจาภายในกำหนดที่คู่เจรจาจะได้ชี้ชัดต่อไป รัฐบาลมีสิทธิ์โดยชอบด้วยหลักการเหตุผลทั้งปวงที่จะถอนข้อเสนอ 9 เดือนออกทันที เพราะนายกฯอภิสิทธิ์เตือนแล้วว่า “เป็นสิ่งที่วางอยู่ไม่ได้” นายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร ผู้บัญชาการสูงสุดของการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง ก็ต้องเลือกเอาระหว่าง “กำขี้หรือกำตด”
ความจริงมีอยู่ว่า นายใหญ่คือผู้ที่ได้เริ่ม “การเจรจา” กับรัฐบาลก่อนกลุ่มเสื้อแดงเริ่มชุมนุมกันเสียอีก เพราะการเจรจาไม่จำต้องทำกันบนโต๊ะหรือใช้ถ้อยคำกันล้วนๆ โดยอาจใช้ “ความรุนแรง” นอกโต๊ะ อย่าง “ระเบิดรายวัน” ประกอบด้วยได้เสมอ
เมื่อ 26 ก.พ. 53 นายใหญ่ได้รับคำพิพากษาศาลฎีกาให้รัฐยึดเงินสี่หมื่นหกพันล้านบาทของตนให้ตกเป็นของแผ่นดิน ต่อมา ตลอดคืนวันรุ่งขึ้น ก็มีคนร้ายขว้างปาระเบิดใส่ธนาคารกรุงเทพ 4 แห่ง คือ สาขาสีลม-พระรามสอง-พระประแดง-ศรีนครินทร์ ก่อให้เกิดความสยองขวัญในพนักงานธนาคารและความเสียหายต่อทรัพย์สินธนาคารอย่างหนัก ราวกับเป็นการฝากข้อความไว้กับชาติบ้านเมืองว่า “ทีแก ข้าฯไม่ว่า ทีข้าฯ แกอย่าโวย” “นี่ป็นเพียงหนังตัวอย่างเท่านั้น” และ “ยอมข้าฯเสียดีๆ”
ทำไมนายใหญ่จึงรอคอยการยุบสภาอีกเพียง 8.5 เดือนไม่ได้?
เพราะคำพิพากษาดังกล่าวมีข้อมูลที่บ่งชี้ว่า นายใหญ่กับพวกยังได้กระทำความผิดทางแพ่งและ/หรืออาญาอีกหลายกระทง ซึ่งกระบวนการยุติธรรมจักต้องทำหน้าที่สะสางข้อมูลความผิดเหล่านี้ต่อไป กล่าวคือ นายใหญ่กำลังนั่งทับ “ระเบิดเวลา” อยู่อีกหลายลูก พร้อมที่จะระเบิดหยิบยื่นความผิดตามกฎหมายให้ตนได้อีกไม่นานเกินรอ ตนจึงตกอยู่ในสภาพเสมือน “สุนัขจนตรอก” ที่ได้ไปเที่ยวกัดใครต่อใครมา แล้วถูกไล่ต้อนมาติดมุม กำลังแสดงอาการแยกเขี้ยวตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด
มิน่าเล่า แกนนำเสื้อแดงจึงได้ยื่นคำขาดต่อรัฐบาล โดยให้ยุบสภาทันทีหรือภายใน 15 วัน ด้วยข้ออ้างเก่าเก็บไร้สาระเกี่ยวกับอำมาตย์ อำมาตยาธิปไตย ตลอดจนชนชั้นไพร่ เพราะนายใหญ่ประกาศไว้ว่าอำมาตย์ “อายุ 80 กว่า” คือผู้ก่อให้เกิดรัฐประหาร ซึ่งทำให้ตนมีสถานภาพเป็นอภิพญามหาเศรษฐีคนเดียวในโลกที่ต้องเร่ร่อนไร้บ้าน (involuntary homeless billionaire) อยู่ทุกวันนี้
การกล่าวหาอำมาตย์ คือการย้อนยุคคืนสู่ “อดีตกาล” โดยพยายามเข้าไปแก้ไขเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว ให้กลับเหมือนเดิมทุกประการ เสมือนคนที่พยายามผลักดันสายธารแห่งหนึ่ง ให้ม้วนตัวย้อนกลับไปสู่ต้นทางสองแพร่งแห่งหนึ่ง เพื่อให้สายธารไหลลงสู่อีกเส้นทางหนึ่งที่ตนต้องการ แม้ว่าจะทำได้สำเร็จ น้ำในสายธารที่ไหลอยู่วันนี้ ก็ไม่ใช่น้ำเนื้อเดียวกับที่ได้ไหลผ่านไปแล้วในอดีต จึงแก้ไขอดีตให้เหมือนเดิมไม่ได้
ตรงกันข้าม เหตุการณ์ใน “อนาคตกาล” สร้างขึ้นมาใหม่ได้ อย่างที่นายกฯอภิสิทธิ์แสดงวิสัยทัศน์ไว้ว่า ยินดีเจรจา เพราะต้องการทำให้ชาติบ้านเมืองมีความสงบต่อไป
ความเสียดายในเงินสี่หมื่นหกพันล้านบาทและความห่วงใยใน “ระเบิดเวลา” ดังกล่าว ส่งผลให้นายใหญ่สติแตก สั่งบงการสมุนทั้งหลายทั้งปวง ให้เปิดฉากบีบรัฐบาลให้ยุบสภาโดยด่วนที่สุด ไม่ด้วยเล่ห์ก็ด้วยกล
การยุบสภาคือช่องทางเดียวเท่านั้นที่จะเปิดโอกาสให้นายใหญ่มีโอกาสกลับไปเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เพราะบรรดาสมุนทั้งปวงพร้อมที่จะใช้วิธีการอันมิใช่ประชาธิปไตยของนายใหญ่ ทำการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเลือกตั้งอย่างเทน้ำเทท่า ก่อตั้งรัฐบาล ซื้อส.ส.กับส.ว.เป็นเข่งๆ แก้รัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายอภัยโทษนักการเมืองและนายใหญ่ โดยมุ่งหมายให้คนในชาติมีความสมานฉันท์รักกันปานจะกลืน เฉ่งบิลกับผู้บังอาจระคายเคืองตน ฯลฯ ทั้งนี้ เป็นการฉายหนังน้ำเน่าเก่าเก็บให้ประชาชนผู้มีวิบากกรรมได้ชื่นชมกันอีก
ส่วนคำกล่าวหาต่างๆ นานาของแกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่ว่า รัฐบาลหาเรื่องเตะถ่วง เพื่อจะได้มีเวลาทำการโกงกินงบประมาณ นั้น มาจากจิตที่ปกป้องตนด้วยการโยนลักษณะชั่วร้ายของตนให้กับผู้อื่น (Psychology of projection) ในทำนอง “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” และการพยายามตบตาประชาชน เพื่อซุกซ่อนเขี้ยวเล็บตนไว้อย่างแยบยล
แกนนำดังกล่าวกล้าถามตนเองไหมว่า ที่ชุมนุมกันกี่ครั้งกี่หนตลอดมานี่ ได้รับรางวัลสินจ้างจากใครมาหรือไม่? ทำด้วยใจบริสุทธิ์และใช้เงินทองส่วนตัวทั้งสิ้นหรือไม่? จักต้องรับผิดชอบต่อความรุนแรงหรือระเบิดรายวันที่เกิดขึ้นควบคู่กับการชุมนุมหรือไม่? จะร่วมโกงกินกับนายใหญ่ต่อไปหรือไม่?
เมื่อถูกศาลฎีกาพิพากษาด้วยหลักฐานกับข้อกฎหมายที่รัดกุมหนักแน่นแล้วว่า เงินสี่หมื่นหกพันล้านบาทเป็นเงินมิชอบที่แสวงหามาในขณะเป็นนักการเมืองแล้ว นายใหญ่จะกลายเป็นองคุลีมาล มีศีลมีธรรมทันตาเห็น กระนั้นหรือ?
ดูเหมือนว่า นายใหญ่กับแกนนำมีความสามัคคีกันดี เพราะต่างมีคดีติดตัวด้วยกันทั้งนั้น คือนายใหญ่ติดคดีสำคัญที่ดินรัชดาภิเษกและยึดทรัพย์ ส่วนสมุนติดคดีชุมนุมโชกเลือดเมื่อสงกรานต์ปีที่แล้ว โดยต่างก็มีพันธกิจเดียวกัน คือ ก่อกวนจนกว่ารัฐจะเปลี่ยนฐานอำนาจบริหาร เพื่อตนจะได้มีโอกาสตั้งรัฐบาลชำระล้างบาปตนและเฉ่งบิลกับผู้บังอาจก่อให้เกิดความระคายเคืองแก่ตนต่อไป
อย่างไรก็ตาม กลุ่มเสื้อแดง แดงสยาม และแดงฮาร์ดคอร์ แม้จะเป็นสมุนของนายใหญ่ด้วยกัน ต่างก็ไม่สามัคคีกันเท่าใดนัก โดยต่างได้แสดงความรังเกียจเหยียดหยามกันอย่างโจ่งแจ้ง เพราะสมุนเหล่านี้ล้วนเป็นสาวก “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” เช่นกันกับนายใหญ่
เมื่ออยู่ในลัทธิเดียวกัน ต่างก็น่าจะสามัคคีกัน ทว่า “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” ชักนำสาวกเหล่านี้ให้นับถือ “เงินทองอำนาจ” เป็นพระเจ้า หวงแหนในเงินทองอำนาจตน นำเงินทองไปลงทุนซื้อหาตำแหน่งงานที่มีอำนาจในการแสวงหาเงินทองได้ มุ่งสร้างอาณาจักรส่วนตัว ซื้อหาปัจจัยทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตมนุษย์ ราวกับเป็นไพร่หรือผักปลา ใส่หน้ากากหลอกลวงผู้คน ถือว่าศีลธรรมจริยธรรมเป็นเพียงอาภรณ์นุ่งห่มสวยๆ งามๆ นับถือศาสนาด้วยปากกับมือหรือเรือนร่างเท่านั้น วัดค่าของคนที่จำนวนเงินทองในครอบครอง ไม่ว่าจะได้มาโดยสุจริตหรือไม่ ฯลฯ
วัฒนธรรมของลัทธิอุบาทว์ดังกล่าว ทำลาย “ความเป็นมนุษย์” โดยสิ้นเชิง สาวกลัทธิดังกล่าวกลายเป็นคนไร้พรหมวิหารสี่ เมื่อขาด “มุทิตาจิต” “ความอิจฉาริษยา” ต่อสมุนอื่นก็เกิดขึ้นแทนที่ ต่างมี “ความเห็นแก่ตัว” เป็นล้นพ้น มีแต่ “ตัวกู-ของกู” ไม่มีใครก้มหัวให้ใคร ไม่มีใครเห็นแก่นายใหญ่ของตนอย่างจริงใจ มีแต่เห็นแก่ “เงินทองอำนาจส่วนตัว” เท่านั้น แล้วสมุนเหล่านี้จะสามัคคีกันได้อย่างไร? จะจงรักภักดีต่อนายใหญ่ได้อย่างไร?
จริงๆแล้ว ลักษณะของสาวก “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” ดังกล่าว มีอยู่ดาษดื่นในวงการนักการเมืองทุกสมัยและรัฐบาลทุกรัฐบาล ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ตลอดจนในผู้คนไม่น้อยบนแผ่นดินไทย สุดที่ใครคนเดียวอย่างนายกฯอภิสิทธิ์จะเยียวยาได้
ขณะนี้ นายกฯอภิสิทธิ์คือผู้ที่กำลังอยู่ในสภาพที่ “เหน็ดเหนื่อยกับภารกิจ" ที่สุดจากพิษสงของ “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” ส่วนนายใหญ่ทักษิณก็กำลังตกอยู่ในภาวะที่ “น่าเวทนา”ที่สุด จากพิษสงของลัทธิอุบาทว์ดังกล่าวด้วยเช่นกัน
เมื่อบรรดาสมุนรับใช้ขาดความสามัคคีและไม่ได้จงรักภักดีต่อนายใหญ่ มีแต่คอยรับการอุปถัมภ์ด้วย “เงินทองกับอำนาจ” จากนายใหญ่ ตกอยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียกเช่นนี้ เป้าประสงค์ของนายใหญ่ก็ย่อมอ่อนปวกเปียกไปด้วย ในขณะเดียวกัน รัฐบาลที่มีพรรคร่วมก็อ่อนปวกเปียกเช่นกัน เป้าประสงค์ของนายกฯอภิสิทธิ์เองก็เป็นหมันไปเสียไม่น้อย ส่งผลให้ท่านไม่สามารถเสริมสร้างประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมืองส่วนรวม ตามประสงค์อย่างเต็มที่
กล่าวกันว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น” แต่ความพยายามภายใต้วัฒนธรรมของ “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” เปรียบได้กับความพยายามของคนที่ตกอยู่ในบ่อเลนเหลวไร้ก้น ยิ่งถีบดิ้นให้หลุดพ้น ก็ยิ่งถูกเลนเหลวดูดให้จมลงไปทุกที โดยยังไม่มีใครกล้าพอที่จะยื่นเชือกชูชีพ ซึ่งได้แก่ “ลัทธิสัตว์ประเสริฐ” หรือ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ให้คนในบ่อเลนเหลวไร้ก้น ได้ใช้มือยึดเกาะไต่เต้าออกจากบ่อไร้ก้นอย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อให้หลุดออกจากภาวะ “ล่มจม” ลงไปเรื่อยๆ
ฉะนั้น ยุบสภาหรือไม่ เมื่อใด ไม่สำคัญเสียแล้ว สำคัญที่ไทยจะเริ่มมีโอกาสก้าวเข้าสู่ “ลัทธิสัตว์ประเสริฐ” “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ภายใต้ “ธรรมาธิปไตย” ได้เมื่อใด ณ วันนี้ ยังไม่มีผู้ใดกล้าตบเท้าออกมาตอบคำถามข้อนี้อย่างเด็ดเดี่ยว แล้วจัดการโยนประเด็นยุบสภาลงกระโถนไป และนำไทยเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่ที่มีแต่ “สีทองผ่องอำไพ” จาก “ธรรมาธิปไตย”
น่าสงสารเมืองไทยแท้ๆ ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของ “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” ในลักษณะ “ใกล้เกลือกินด่าง” โดยมิรู้ตัวมาตลอด