ศุกร์ที่ 26 ก.พ. เวลาบ่ายโมงครึ่ง องค์คณะคดียึดทรัพย์ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ประกอบด้วยผู้พิพากษา 9 ท่าน มีกำหนดขึ้นนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา แต่ละท่านล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและอาวุโส ผ่านการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ได้แก่
1.นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนและหัวหน้าทีม เคยเป็นองค์คณะคดีการเมืองสำคัญหลายคดี อาทิ คดีที่ดินรัชดาฯ, คดีคลองด่านซึ่งพิพากษาจำคุกนายวัฒนา อัศวเหม, คดีป.ป.ช.ขึ้นเงินเดือนตัวเอง
2.นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เคยร่วมองค์คณะพิจารณาคดีหวยบนดิน และคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่าที่ขณะนี้พักคดีชั่วคราว เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ระหว่างหลบหนี
3.นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา เคยเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทย แม้เป็นเสียงเอกฉันท์ 9-0 ให้ ยุบ แต่เป็น 1 ใน 3 เสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วยให้ตัดสิทธิ์กก.บห. 5 ปี
4.นายพงศ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เคยเป็นองค์คณะพิจารณาคดีหวยบนดิน
5.นายอดิศักดิ์ ทิมมาตย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา
6.ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
7.นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
8.นายพิทักษ์ คงจันทร์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา และเป็นองค์คณะคดีที่ส.ส.เพื่อไทยยื่นให้ถอด ถอนป.ป.ช. กรณีชี้มูลความผิดการสลายม็อบพันธมิตร และที่มีมติไล่ตำรวจสลายม็อบออกจากราชการ
9.นายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา
แม้กำหนดการอ่านคำพิพากษาจะเริ่มช่วงบ่าย แต่ขั้นตอนการวินิจฉัยของศาลมีขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ โดยนายสมศักดิ์ในฐานะเจ้าของสำนวนคดีจะนัดองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คนมาประชุม นำคำวินิจฉัยส่วนตัวที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรมาแถลงด้วยวาจา เพื่อลงมติเขียนเป็นคำวินิจฉัยกลาง
ขั้นตอนคือ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจะสอบถามองค์คณะทีละประเด็น ว่าแต่ละท่านมีคำวินิจฉัยส่วนตัวอย่างไร
จากนั้นนับคะแนนเสียง ว่าประเด็นนี้เสียงส่วนใหญ่ขององค์คณะเป็นไปในทิศทางใด
เมื่อได้ข้อสรุป จะนำหนึ่งในคำวินิจฉัยของเสียงส่วนใหญ่ มาตั้งเป็นคำพิพากษากลาง
มีกฎว่าองค์คณะผู้พิพากษาทุกคนต้องลงมติในทุกประเด็นที่วินิจฉัย ห้ามงดออกเสียงเด็ดขาด
ประเด็นแรกเสร็จจะพิจารณาลงมติประเด็นอื่นๆ ต่อไปจนครบ ก่อนได้เป็นคำพิพากษากลางเพื่ออ่านในช่วงบ่าย โดยขั้นตอนการพิจารณาที่ละเอียดยิบ เต็มไปด้วยความรอบคอบคาดว่ากว่าจะทราบผลคดีคงหลังพระอาทิตย์ตกดิน
การนัดประชุมช่วงเช้าถือเป็นการ "เก็บตัว" องค์คณะทั้ง 9 คนจะออกไปไหนนอกห้องไม่ได้ รวมถึงห้ามใช้เครื่องมือสื่อสารติดต่อคนข้างนอก เพื่อป้องกันความลับรั่ว
การเริ่มต้นอ่านคำพิพากษา ยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้เกี่ยวข้องในห้องพิจารณาคดี ไม่ว่าผู้ร้อง ผู้ถูกกล่าวหา ผู้คัดค้านการยึดทรัพย์ ทนายความ รวมถึงประชาชนทั่วไป ที่ต้องอยู่ในความสงบเรียบร้อย
ห้องพิจารณาคดีมีความจุ 300-350 คน เริ่มเปิดให้เข้าตั้งแต่เวลา 12.00 น. ผู้จะเข้าไปต้องผ่านการแลกบัตรและตรวจสแกนหาวัตถุระเบิดอย่างเข้มงวด
ในส่วนของการถ่ายทอดสด แม้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะไฟเขียวให้ช่อง 11 และเครือข่ายสื่อกรมประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดสดคำพิพากษา
แต่ นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ยืนยันแล้วว่าอนุญาตให้ถ่ายทอดเฉพาะเสียงเท่านั้น
หลังอ่านคำพิพากษาแล้วจะนำไปลงในราชกิจจานุเบกษา ส่วนคำวินิจฉัยส่วนตัวจะนำไปปิดประกาศไว้หน้าศาลฎีกาและเว็บไซต์ศาลฎีกา คาดว่าจะสามารถเผยแพร่คำพิพากษาคดียึดทรัพย์ฉบับเต็มได้ในช่วงเย็นวันที่ 26 ก.พ. (ข้อมูลข่าวสด)
อย่างไรก็ตาม มีหลายฝ่ายออกมาวิเคราะห์สถานการณ์ว่า ไม่น่าจะมีเหตุรุนแรงในวันตัดสิน หากมีเหตุร้ายขึ้น ผู้ที่เกี่ยวข้องก็คงจะรับมือได้ เมื่อวิเคราะห์กันว่า วันที่ 26 ก.พ .ไม่มีอะไรในกอไผ่ เสียงแทรกก็ดังขึ้นจากฝ่ายเสื้อแดงว่า จะนัดชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา โดยกำหนดวันที่ 14 มีนาคม เป็นวันรวมพล ทั้งนี้ ให้มีการเคลื่อนไหวเพื่อรวมตัวกันตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม
การประกาศตัวของกลุ่มเสื้อแดงจึงเป็นที่จับตามองขึ้นมาทันที
เสื้อแดงจะบุกกรุงด้วยจำนวนคนเรือนแสน-เรือนล้าน จะมาได้หรือไม่ มาแล้วจะทำในสิ่งที่ต้องการได้สำเร็จหรือเปล่า และที่ว่ามาอย่างสงบนั้นทำได้จริงหรือ เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม ถ้าเหตุการณ์ลุกลามเป็นการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐ ผลเสียจะต้องตกอยู่กับประเทศชาติเต็มๆ ที่เห็นๆ ก็คือ การท่องเที่ยวจะย่ำแย่ เพราะไม่มีใครอยากมาเที่ยวในที่ๆ หาความปลอดภัยไม่ได้...
ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คิดให้ดีก่อนปะทะ !!!