Login
 
 

มุมเทศระเบียงไทย
โดย....... เบน ไทยทาวน์


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

หลังวันตัดสิน 26 ก.พ. ทัพเสื้อแดงยึดกรุงเทพ?


ศุกร์ที่ 26 ก.พ. 53 วันตัดสินคดีความยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นวันแห่งการระทึกของผู้คน โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของขุมทรัพย์ จำนวน 76,621,603,061.05 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ถูกกล่าวหาว่าได้มาโดยผิดปกติ ทรัพย์สินจะถูกยึดเข้าแผ่นดินหรือไม่ เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายติดตาม แต่ที่น่าติดตามหลังคำพิพากษาคือ 14 มีนา เสื้อแดง นัดรวมตัวเพื่อเช็คบิล เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา

ศุกร์ที่ 26 ก.พ. เวลาบ่ายโมงครึ่ง องค์คณะคดียึดทรัพย์ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ประกอบด้วยผู้พิพากษา 9 ท่าน มีกำหนดขึ้นนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา แต่ละท่านล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและอาวุโส ผ่านการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ได้แก่

1.นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนและหัวหน้าทีม เคยเป็นองค์คณะคดีการเมืองสำคัญหลายคดี อาทิ คดีที่ดินรัชดาฯ, คดีคลองด่านซึ่งพิพากษาจำคุกนายวัฒนา อัศวเหม, คดีป.ป.ช.ขึ้นเงินเดือนตัวเอง

2.นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เคยร่วมองค์คณะพิจารณาคดีหวยบนดิน และคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่าที่ขณะนี้พักคดีชั่วคราว เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ระหว่างหลบหนี

3.นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา เคยเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทย แม้เป็นเสียงเอกฉันท์ 9-0 ให้ ยุบ แต่เป็น 1 ใน 3 เสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วยให้ตัดสิทธิ์กก.บห. 5 ปี

4.นายพงศ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เคยเป็นองค์คณะพิจารณาคดีหวยบนดิน

5.นายอดิศักดิ์ ทิมมาตย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา

6.ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

7.นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

8.นายพิทักษ์ คงจันทร์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา และเป็นองค์คณะคดีที่ส.ส.เพื่อไทยยื่นให้ถอด ถอนป.ป.ช. กรณีชี้มูลความผิดการสลายม็อบพันธมิตร และที่มีมติไล่ตำรวจสลายม็อบออกจากราชการ

9.นายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา

แม้กำหนดการอ่านคำพิพากษาจะเริ่มช่วงบ่าย แต่ขั้นตอนการวินิจฉัยของศาลมีขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ โดยนายสมศักดิ์ในฐานะเจ้าของสำนวนคดีจะนัดองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คนมาประชุม นำคำวินิจฉัยส่วนตัวที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรมาแถลงด้วยวาจา เพื่อลงมติเขียนเป็นคำวินิจฉัยกลาง

ขั้นตอนคือ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจะสอบถามองค์คณะทีละประเด็น ว่าแต่ละท่านมีคำวินิจฉัยส่วนตัวอย่างไร

จากนั้นนับคะแนนเสียง ว่าประเด็นนี้เสียงส่วนใหญ่ขององค์คณะเป็นไปในทิศทางใด

เมื่อได้ข้อสรุป จะนำหนึ่งในคำวินิจฉัยของเสียงส่วนใหญ่ มาตั้งเป็นคำพิพากษากลาง

มีกฎว่าองค์คณะผู้พิพากษาทุกคนต้องลงมติในทุกประเด็นที่วินิจฉัย ห้ามงดออกเสียงเด็ดขาด

ประเด็นแรกเสร็จจะพิจารณาลงมติประเด็นอื่นๆ ต่อไปจนครบ ก่อนได้เป็นคำพิพากษากลางเพื่ออ่านในช่วงบ่าย โดยขั้นตอนการพิจารณาที่ละเอียดยิบ เต็มไปด้วยความรอบคอบคาดว่ากว่าจะทราบผลคดีคงหลังพระอาทิตย์ตกดิน

การนัดประชุมช่วงเช้าถือเป็นการ "เก็บตัว" องค์คณะทั้ง 9 คนจะออกไปไหนนอกห้องไม่ได้ รวมถึงห้ามใช้เครื่องมือสื่อสารติดต่อคนข้างนอก เพื่อป้องกันความลับรั่ว

การเริ่มต้นอ่านคำพิพากษา ยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้เกี่ยวข้องในห้องพิจารณาคดี ไม่ว่าผู้ร้อง ผู้ถูกกล่าวหา ผู้คัดค้านการยึดทรัพย์ ทนายความ รวมถึงประชาชนทั่วไป ที่ต้องอยู่ในความสงบเรียบร้อย

ห้องพิจารณาคดีมีความจุ 300-350 คน เริ่มเปิดให้เข้าตั้งแต่เวลา 12.00 น. ผู้จะเข้าไปต้องผ่านการแลกบัตรและตรวจสแกนหาวัตถุระเบิดอย่างเข้มงวด

ในส่วนของการถ่ายทอดสด แม้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะไฟเขียวให้ช่อง 11 และเครือข่ายสื่อกรมประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดสดคำพิพากษา

แต่ นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ยืนยันแล้วว่าอนุญาตให้ถ่ายทอดเฉพาะเสียงเท่านั้น

หลังอ่านคำพิพากษาแล้วจะนำไปลงในราชกิจจานุเบกษา ส่วนคำวินิจฉัยส่วนตัวจะนำไปปิดประกาศไว้หน้าศาลฎีกาและเว็บไซต์ศาลฎีกา คาดว่าจะสามารถเผยแพร่คำพิพากษาคดียึดทรัพย์ฉบับเต็มได้ในช่วงเย็นวันที่ 26 ก.พ. (ข้อมูลข่าวสด)

อย่างไรก็ตาม มีหลายฝ่ายออกมาวิเคราะห์สถานการณ์ว่า ไม่น่าจะมีเหตุรุนแรงในวันตัดสิน หากมีเหตุร้ายขึ้น ผู้ที่เกี่ยวข้องก็คงจะรับมือได้ เมื่อวิเคราะห์กันว่า วันที่ 26 ก.พ .ไม่มีอะไรในกอไผ่ เสียงแทรกก็ดังขึ้นจากฝ่ายเสื้อแดงว่า จะนัดชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา โดยกำหนดวันที่ 14 มีนาคม เป็นวันรวมพล ทั้งนี้ ให้มีการเคลื่อนไหวเพื่อรวมตัวกันตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม

การประกาศตัวของกลุ่มเสื้อแดงจึงเป็นที่จับตามองขึ้นมาทันที

เสื้อแดงจะบุกกรุงด้วยจำนวนคนเรือนแสน-เรือนล้าน จะมาได้หรือไม่ มาแล้วจะทำในสิ่งที่ต้องการได้สำเร็จหรือเปล่า และที่ว่ามาอย่างสงบนั้นทำได้จริงหรือ เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม ถ้าเหตุการณ์ลุกลามเป็นการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐ ผลเสียจะต้องตกอยู่กับประเทศชาติเต็มๆ ที่เห็นๆ ก็คือ การท่องเที่ยวจะย่ำแย่ เพราะไม่มีใครอยากมาเที่ยวในที่ๆ หาความปลอดภัยไม่ได้...

 ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  คิดให้ดีก่อนปะทะ !!!




นำเสนอข่าวโดย : เบน พงศ์ภมร
แหล่งที่มาข่าวโดย : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์
Name :
 
E-mail :
 
Detail :