Login
 
 

ชัด










ห้ามเหลียวหลัง ตาอย่ากะพริบ


ระยะนี้แกนนำเสื้อแดงถูกจับตาเป็นพิเศษ ทั้งที่ประกาศออกไปแล้วว่าจะไม่ชุมนุมใหญ่วันที่ 26 กุมภาพันธ์เพื่อไม่ให้เข้าทางรัฐบาล หลังจากพบว่ามีแผนปราบใหญ่โดยใช้รูปแบบของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ผู้จับตาที่เอ่ยถึงนี้ไม่ใช่หน่วยงานความมั่นคง หรือทีมโฆษกผีเจาะปากของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะคนเหล่านี้ทำหน้าที่จับตาเสื้อแดงเป็นอาชีพหลักตลอดสามปีที่ผ่านมาอยู่แล้ว

และไม่ใช่สื่อมวลชนกระแสหลักดัดจริตแอบอ้างตนเป็นมาตรวัดความเป็นไปของบ้านเมือง ทั้งที่ตนเองนั่นแหละ ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปทุกวันด้วยการเลือกข้างผู้ชนะอยู่เสมอ

หากแต่เป็นประชาชนทั่วไปที่มิได้หลงใหลฝ่ายใดเป็นพิเศษในสภาพการเมืองที่ว่าแบ่งขั้ว แต่แท้จริงเป็นเพียงความเห็นต่างธรรมดาของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งฝ่ายหนึ่งเป็นอภิสิทธิ์ชนคนดี (ชาวกรุง) ที่คิดว่าใครเรียกร้องอะไรมากไปกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ถือว่าไม่พอเพียง

กับอีกฝ่ายหนึ่งเป็นมวลชนคนรากหญ้า (ชาวบ้าน) ที่เห็นว่าความแตกต่างในโอกาสทำมาหากิน และมาตรฐานทางสังคม เป็นสิ่งที่ต้องพอกันที ในชาตินี้ไม่ใช่ชาติหน้า

เหตุที่จับตาแกนนำเสื้อแดงเพราะเชื่อกันตามจิตสำนึก (Mentality) แบบไทยๆ และกระแสสื่อที่โหมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าแกนนำ (รวมถึงอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร) สามารถปั่นป่วนชักชวนให้มวลชนเสื้อแดงเป็นแสนสร้างความรุนแรงถึงขั้นมิคสัญญีได้

ความเชื่อเช่นนี้เป็นจริงเพียงครึ่งเดียว หรือไม่ถึงครึ่ง เช่นเดียวกับบรรดาคำอ้าง ข้อโจมตี และข่าวเต้าที่ทีมโฆษกรัฐบาลแถลง และสื่อต่อต้านทักษิณ (อาทิ แอ้สทีวี เครือเนชั่นของสุทธิชัย หยุ่น พร้อมทีมโปรดักชั่นทีวีช่อง 3 5 7 9 11 ของเขา กับทีพีบีเอสโดยเทพชัย หย่อง และไทยโพสต์ของโรจน์ งามแม้น) พยายามนำเสนอ

เชื่อได้แน่ว่าในบรรดาผู้ให้คะแนนสนับสนุนชื่นชมรัฐบาลอภิสิทธิ์ 70-80 เปอร์เซ็นต์ตามการนำเสนอของเอแบ็คโพลล่าสุด กว่าครึ่งของจำนวนนี้ย่อมพอใจ หรือไม่คัดค้านการปูดแผนงานความมั่นคงล้างบางเสื้อแดงของรัฐบาล แม้กระทั่งการเปิดโปงเส้นทางเดินของ “เงิน” ไม่ชอบมาพากลที่ไปผองพาลท่านประธานองคมนตรีอย่างไม่บังเอิญ

ต่อการที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้เป็นทั้ง ส.ส. สัดส่วนพรรคฝ่ายค้าน และแกนนำ นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) เปิดเผยว่าในการประชุมความมั่นคงเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ อันมีนายอภิสิทธิ์นั่งเป็นประธานนั้น ได้มีการเตรียมแผนปราบเสื้อแดงด้วยการจับกุมแกนนำ 1 คนเพื่อลดจำนวนผู้ชุมนุม 1 พันคน

และการจับกุมนั้นจะกระทำได้ง่ายโดยที่จะมีซีดี และเอกสารจาบจ้วงเบื้องสูงออกแจกจ่ายแพร่หลายจำนวนนับล้านชุด นอกจากนั้นยังมีการเตรียมส่งกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ติดอาวุธจำนวน 6 พันนาย เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์

ปฏิกิริยาของรัฐบาลจากการปูดแผนปราบปรามประชาชนโดยฝ่ายค้าน แทนที่จะเป็นการปฏิเสธเจตนาใช้กำลัง กลับเป็นการโกลาหลเสาะหาต้นตอผู้ที่นำเอกสารข้อมูลความมั่นคงนั้นไปให้แก่ฝ่ายค้าน

เป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่เพียงแต่เข้ามาอย่างเบียดบัง ยังอยู่ไปด้วยความหวาดระแวงอีกด้วย

จึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้อย่างยิ่งที่รัฐบาลนี้ต้องหวาดระแวงเสื้อแดง และทักษิณ เพราะได้กระทำกับเสื้อแดงเอาไว้ไม่น้อย การยกหางเสื้อเหลืองแล้วกลับตีหัวเสื้อแดง (เหตุการณ์สงกรานต์เลือด 13 เมษายน 2552) ใช้เป็น Exhibit A ได้อย่างดีกับการไล่ล่าทักษิณเสียจนลืมมารยาททางการเมืองระหว่างประเทศจนเดี๋ยวนี้เป็นที่รังเกียจของเพื่อนบ้าน ก็เป็นหลักฐานอีกส่วนหนึ่ง

ยิ่งหมู่นี้นายกรัฐมนตรีต้องให้รถพาไปเข้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ยามวิกาล เพื่อขอคำปรึกษาผู้มีบารมีของบ้านเมืองบ่อยๆ ทำให้การที่แกนนำเสื้อแดงออกมาเปิดโปงกระแสการเงินไม่ชอบมาพากลผ่านบ้านหลังนั้น ย่อมโยงใยไปถึงแผนปราบเด็ดหัวเสื้อแดงด้วย ซึ่งในทางอุปมาอุปไมยก็ไม่ต่างกับความผูกพันของรัฐบาลอภิสิทธิ์ กับชั้นเชิงการปกครองแบบอำมาตยาธิปไตยแต่อย่างใด

นอกจากนี้การที่คนสนิทของประธานองคมนตรีออกมาโต้ว่า เสื้อแดงนำเรื่องเช็คที่นางกัลยาณี พรรณเชษฐ์ ประธานบริษัท เอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด จ่ายผ่าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นค่าก่อสร้างอาคารที่ทำการมูลนิธิรัฐบุรุษในวัดสวนแก้ว เพื่อนำไปโยงกับการตัดสินคดียึดทรัพย์ทักษิณวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ นั้น

 เห็นทีจะเป็นการแก้เกี้ยวข้างๆ คูๆ จึงได้มีการปูดของเสื้อแดงออกมาอีกระลอก

ข้อมูลที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. อีกคนหนึ่งออกมาเผยเพิ่มเติมว่ามีการจ่ายเช็ค “ทำบุญ” ครั้งละมากกว่าล้านบาทเป็นระยะๆ ไปผ่านพล.อ. เปรม หลายครั้งนับแต่ปี 2541 เป็นต้นมา รวมทั้งข้อกล่าวหาที่บอกว่านอกจากรายได้รายเดือนตำแหน่งประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ กว่า 3 แสนบาท พร้อมทั้งบ้านหลวงไม่ต้องจ่ายค่าเช่าแล้ว

ยังมีเงินไหลเข้าบ้านสี่เสาฯ จากธนาคารกรุงเทพฯ และบริษัทซีพีในฐานะประธานกรรมการ และกรรมการบริษัท กับเงินที่กลุ่มนายทหารในกองทัพบกส่งส่วยให้อีกเป็นประจำเดือนละ 2 แสนบาท

นายณัฐวุฒิตั้งข้อสังเกตว่าเงินเข้าบัญชี พล.อ.เปรมเหล่านี้ (ถ้าเป็นจริง) ได้มีการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่

นายณัฐวุฒิยังบอกด้วยว่า จะเปิดโปงกรณีองคมนตรีอีกท่านหนึ่งที่ใกล้ชิดพล.อ.เปรม มีชื่ออักษรย่อตัว อ. มีพฤติกรรมเช่นเดียวกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ เกี่ยวกับการเข้าไปครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยรายใหม่นี้เสื้อแดงมีภาพถ่ายหลักฐานการครอบครองยอดภูหลวง จังหวัดเลยกว่า 200 ไร่

เหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับการโหมไฟเข้าไปในกลุ่มควัน หรือการกระหน่ำตีเหล็กขณะร้อน สุดแล้วแต่ว่าจะมองไปจากขั้วไหนของการแบ่งแยกทางการเมือง

ทว่าถ้านิ่งเฉย หรือพยายามสกัดกั้นไม่ให้มีการเป่ากระพือเพียงเพราะว่าจะทำให้สถานการณ์ไม่สงบ จะไม่ต่างอะไรกับมาตรฐานซ้อนทางความคิด เฉกเช่นเศรษฐีขี่รถเฟอร์รารี่บอกให้ชาวบ้านต้องอยู่อย่างพอเพียง

สิ่งที่ประชาชนคนกลางๆ ยังไม่ตระหนักถึง และเสื้อแดงพยายามตีเหล็กกระหน่ำ แต่เสื้อเหลืองและสื่อเกลียดทักษิณแสร้งทำไขสือ ก็คือปัญหาคอรัปชั่นในบ้านเมืองที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในช่วงปีที่ผ่านมา ไม่เฉพาะแต่ในแวดวงหน่วยงานราชการที่พรรคร่วมรัฐบาลควบคุม แต่พบเห็นเกลื่อนไปในโครงการส่วนกำกับดูแลโดยพรรคแกนนำของนายกรัฐมนตรีด้วย

ว่ากันตั้งแต่กรณีสดร้อนเรื่องการเพิ่มวงเงินงบประมาณฉุกเฉินของกระทรวงมหาดไทย 1,000 ล้านบาท เพื่อช่วยบรรเทาภัยหนาว ที่มีนักการเมืองขาใหญ่พยายามกดดันกรมบัญชีกลางให้เร่งอนุมัติจนส่งกลิ่นน่ารังเกียจตามข่าวล่าสุดเมื่อกลางอาทิตย์ที่ผ่านมา อันจะเป็นชนักด้ามใหม่ปักหลังพรรคภูมิใจไทยนอกเหนือจากกรณีรถเอ็นจีวี กับโครงการชุมชนพอเพียงที่โผล่ออกมาแล้ว

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ใช่ว่าจะใสสะอาดเท่าราคาคุย แม้ไม่มีรายการเขมือบซึ่งๆ หน้าเหมือนพรรคร่วม ก็มีการแอบทุจริตถูกจับได้ในโครงการไทยเข้มแข็งที่นายอภิสิทธิ์จัดการแก้ปัญหาด้วยการสลับตัวรัฐมนตรีไปเรียบร้อย

นับเป็นการแสดงฝีมือบริหารที่ช่วยรักษาหน้าพรรคของตัวไว้ได้พอประมาณ เสียดายที่ไม่ได้ช่วยให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าอะไรนัก

นอกนั้นก็เป็นเรื่องของผลประโยชน์ต่างตอบแทนบ้าง ทุจริตเชิงนโยบายบ้าง และคอรัปชั่นโดยบารมีบ้าง จากกรณีธนาคารกรุงเทพฯ ผู้สนับสนุนสำคัญด้านเงินทุนแก่พรรค ปชป. และหุ้นส่วนใหญ่เป็นแกนนำในพรรค สามารถเข้าไปทำธุรกิจในพื้นที่ป่าสงวนเขาสอยดาวกว่า 400 ไร่โดยไม่มีการดำเนินคดี แม้จะมีการฟ้องร้องไว้แล้ว

หรือการที่นายอภิสิทธิ์ตัดสินใจยกเลิกหวยออนไลน์ใกล้นาทีสุดท้าย เพื่อที่จะชดใช้ค่าเสียหายก้อนใหญ่แก่บริษัทล็อกซเล่ย์ผู้ถือสัมปทาน แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าบริษัทนี้เป็นแหล่งเงินทุนหนุนพรรค แถมมีคนในตระกูลจาติกวณิช ญาติของรัฐมนตรีคลังเป็นกรรมการ

เลยดูเหมือนว่ารัฐบาลจะกลับใจหันไปให้ล็อกซเล่ย์ทำหวยเลข 6 ตัวตามความเห็นของเสียงวิจารณ์แทน

ยังมีกรณีสั่งซื้อเครื่องตรวจระเบิดจีที 200 ที่อื้อฉาวซึ่งนายกฯ หล่อหลักลอยจำต้องประกาศงดส่งส่วนที่เหลือหลังจากตรวจสอบอย่างเป็นระบบแล้ว พบว่าตรวจเจอเพียงสี่ลูกในจำนวนระเบิดทั้งหมด 20 ลูก แต่กระนั้นคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้เชี่ยวชาญไปเสียทุกเรื่องยังไม่วายแถต่อไปว่าถึงจะทดสอบได้แค่นั้นก็ยังให้ใช้ต่อไปได้

เรื่องนี้มีนักวิจารณ์ผ่านเว็บสัพยอกว่า ถ้าเครื่องตรวจชนิดนี้สำคัญมากนัก ก็ควรจะให้ผู้ใช้เป็นนายทหารระดับนายพลเสียแหละดี พวกนายสิบ หรือไอ้เณรบอกว่าขอสละสิทธิ์ ส่วนในที่นี้มีคำแนะนำว่าน่าจะมอบให้คุณหญิงผู้เชี่ยวชาญรับเอาไปไว้ใช้แต่ผู้เดียวดีกว่า

รวมความแล้วเสียงอึกทึกเรื่องความรุนแรง เลือดตกยางออก และความปั่นป่วนทางการเมืองในตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ดูจะเกิดจากน้ำมือของรัฐบาลด้วยไม่ต่ำกว่าครึ่ง ในแง่ที่เป็นผู้เตรียมการเผด็จศึกเสียเอง แต่อาจมีน้ำหนักมากกว่าในฐานะที่เป็นฝ่ายถืออาวุธ

ประชาชนคนธรรมดาที่กำลังอกสั่นขวัญแขวนกันขณะนี้ จึงต้องหันไปจับตาท่าทีของรัฐบาลด้วยเช่นกัน รัฐบาลอาจรู้ตัวแล้วว่าไม่ได้เป็นที่พอใจของประชาชนส่วนใหญ่เท่าไรนัก เหตุการณ์ที่มีรถวัยรุ่น และแท็กซี่พยายามเบียดรถนายกฯ ในขบวนเมื่อปลายอาทิตย์ที่แล้ว แสดงว่ามีชาวบ้านเลือดร้อนเคืองแค้นพอที่จะทำอะไรเสี่ยงภัยได้

วิธีการพูดใส่ร้าย และให้ข้อมูลปั้นน้ำเป็นตัวของทีมโฆษกนายกฯ ล้วนเป็นการยั่วยุให้เสื้อแดงเกิดความรู้สึกรุนแรง นี่เป็นการสื่อสัมพันธ์กับมวลชนชนิดที่ไม่มีรัฐบาลไหนเขาทำกันแม้กระทั่งรัฐบาลเผด็จการ หวังแต่ว่าทีมงานโฆษกเหล่านั้นล้วนรู้เท่าไม่ถึงการณ์แบบผีเจาะปากมาให้พูดก็สักแต่ว่าพูดเท่านั้นพอ

สถานการณ์ปัจจุบันถึงจะไม่น่าไว้ใจชนิดห้ามเหลียวหลัง และอย่ากะพริบตาก็ตาม ก็ยังนับว่าพอจะวางใจในส่วนที่เสื้อแดงประกาศอยู่เสมอว่าจะสู้ด้วยวิธีสันติ และปฏิเสธการใช้กำลัง ยืนยันได้จากกรณีที่การประกาศจัดตั้งกองทัพประชาชนโดยสายฮาร์ดคอร์ไม่เป็นผลสำเร็จ

เพราะไม่เช่นนั้นเท่ากับเป็นไปตามที่แกนนำเสื้อแดงกล่าวหาว่า รัฐบาลสร้างฉากเพื่อเผด็จศึกฝ่ายตรงข้าม โดยหารู้ไม่ว่าทำอย่างนั้นจะยิ่งก่อความเคืองแค้นฝังลึกลงไปในรากหญ้ายิ่งกว่านี้ จนทำให้พวกเขาหันมาใช้วิธีต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อบ้าง

เมื่อถึงจุดนั้นหนทางแก้จะไม่มีเหลือให้เลือกมากกว่าการเอาชนะด้วยกำลังอย่างเดียว.

 

 



นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม
แหล่งที่มาข่าวโดย : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์
Name :
 
E-mail :
 
Detail :