เมื่อวันที่ 9 ก.พ. คณะทำงานอัยการคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ นำโดย นายเสกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร ได้ยื่นคำแถลงปิดคดี ขณะที่ นายสมพร พงษ์สุวรรณ ทนายความ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยาของพ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้คัดค้านที่ 1 ได้ยื่นคำแถลงปิดคดีเช่นกัน โดยมีเนื้อหาดังนี้
คำแถลงปิดคดีของคณะทำงานอัยการ
คดีนี้อัยการร้องขอให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ได้มาจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน สืบเนื่องจากขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกฯ 2 วาระ ในวันที่ 9 ก.พ.2544 และวันที่ 9 มี.ค.2548 ได้ปกปิดการถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน จำนวน 1,419,490,150 หุ้น เป็นเงิน 76,621,603,061.05 บาท
โดยเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการขัดกัน เป็นกรณีได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ คิดเป็นจำนวนกว่าร้อยละ 48 ของหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายได้ ที่ผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรสยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง โดยปกปิดและอำพรางหุ้นไว้ ในชื่อ นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พินทองทา ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เป็นผู้ถือหุ้นแทน
ประเด็นข้อเท็จจริงแยกได้ 2 ประเด็นคือ การปกปิดอำพรางหุ้นชินคอร์ปฯ กับหุ้นบริษัทอื่นๆ เมื่อคตส.ตรวจสอบการถือครองหุ้น พบว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ขณะเป็นนายกฯยังคงไว้ซึ่งหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ คือวันที่ 12 เม.ย.2542 พ.ต.ท.ทักษิณ มีหุ้น 65,840,000 หุ้น ขณะที่นางพจมาน มีหุ้น 69,300,000 หุ้น รวมหุ้นทั้งสองคิดเป็น 48.75% ของหุ้นทั้งหมด
ต่อมาทั้งสองโอนหุ้นให้บุคคลต่างๆ โดยสรุปได้ว่า ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯและ คุณหญิงพจมาน ภรรยา มีผู้ถือหุ้นแทน ดังนี้ 1.นายพานทองแท้ 458,550,000 หุ้น 2.น.ส.พินทองทา 604,600,000 หุ้น 3.นายบรรณพจน์ 336,340,150 หุ้น และ 4.น.ส.ยิ่งลักษณ์ 20,000,000 หุ้น รวม 1,419,490,150 หุ้น โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของนายบรรณพจน์ รวมถึงการโอนหุ้นให้แก่บุคคลเหล่านี้ เชื่อว่าไม่มีการซื้อขายกันจริง แต่เป็นการทำให้บุคคลอื่นเชื่อว่ามีการซื้อขายเท่านั้น และตั๋วสัญญาใช้เงินเชื่อว่าจัดทำขึ้นภายหลัง
หุ้นดังกล่าวยังคงเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน สอดคล้องกับการตรวจสอบของดีเอสไอ และก.ล.ต. ที่มีหลักฐานว่าบริษัทวินมาร์ค จำกัด เป็นนิติบุคคลอำพรางการถือหุ้นหรือนอมินี ของพ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน
เมื่อหุ้นชินคอร์ปฯที่ถือโดยบริษัทแอมเพิลริชฯ และหุ้นชินคอร์ปที่ถือโดยบริษัทวินมาร์ค มาฝากรวมกันที่ธนาคารซิตี้แบงก์ สาขากทม. เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2544 จึงทำให้หุ้นมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้ว
แสดงว่าในเดือนส.ค.2544 พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นเจ้าของบริษัท แอมเพิลริชฯอยู่ ที่อ้างว่าได้โอนขายให้แก่นายพานทองแท้ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2543 นั้นฟังไม่ขึ้น และการชำระเงินค่าซื้อขายหุ้นเป็นการจ่ายเงินผ่านบัญชีของคุณหญิงพจมานทั้งสิ้น
ดังนั้น การที่พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกฯ 2 วาระนั้นยังคงถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ 1,419,490,150 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 48 ของจำนวนหุ้น และพ.ต.ท.ทักษิณไม่แสดงรายการหุ้นดังกล่าวแก่ ป.ป.ช. ต่อมาวันที่ 23 ม.ค.2549 ได้ขายหุ้นให้แก่กลุ่มเทมาเส็ก ของสิงคโปร์ จำนวน 69,722,880,932.05 บาท และตั้งแต่ปี 2546-48 บริษัทชินคอร์ปฯ ได้จ่ายเงินปันผลเป็นเงิน 6,898,722,129 บาท
รวมเป็นเงินที่ได้รับจากหุ้นทั้งหมดจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ทรัพย์ดังกล่าวเป็นการได้มาโดยไม่สมควร
ระหว่างที่พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯ ยังเอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ปฯและบริษัทในเครือ 5 กรณีคือ 1.การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต 2.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ฉบับลงวันที่ 27 มี.ค.2533 (ครั้งที่6) เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2544 ปรับลดอัตราส่วนแบ่ง รายได้จากให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงิน
3.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ฉบับลงวันที่ 27 มี.ค.2533(ครั้งที่7) เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2545 เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม(Roaming) และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับและกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปฯและบริษัทเอไอเอส 4.ละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียม ตามสัญญาดำเนินกิจการ ดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปฯและบริษัทชินแซทฯ
5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลพม่ากู้เงิน 4,000,000,000 บาท จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัทชินแซทฯ
มาตรการเอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัทชินคอร์ปฯทั้ง 5 ประการ ล้วนมีลักษณะไม่สมเหตุผล บิดเบือนหลีกเลี่ยงขั้นตอนการตรวจสอบของกฎหมาย สร้างความเสียหายต่อส่วนรวมอย่างร้ายแรง ทำให้วินิจฉัยได้ว่า เป็นประโยชน์โดยมิชอบที่ฝ่ายบริหาร ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จงใจเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตนโดยเฉพาะ
ส่วนผู้คัดค้านทั้ง 22 คน การไต่สวนของศาลกรณีทรัพย์สินตามที่คตส.สั่งอายัดไว้ 73,667,987,902.60 บาท พร้อมดอกผล ซึ่งได้รับแจ้งยืนยันสามารถอายัดเงินและทรัพย์สินไว้ได้บางส่วน รวมเป็นเงิน 66,762,927,024.25 บาทนั้น ผู้คัดค้านที่ 1-6 , 9-16 , 18 และ 20-22 ต่างเบิกความประกอบการไต่สวนว่า เป็นทรัพย์สินที่ได้รับจากพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ตามที่คตส.มีมติเป็นทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ และให้ร้องขอศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินคดีนี้จริง จึงขอศาลมีคำสั่งให้ผู้ครอบครองทรัพย์สินดังกล่าว ส่งเงินหรือทรัพย์สินที่คตส.อายัดไว้แก่กระทรวงการคลัง
ขอศาลพิจารณามีคำสั่งยกคำคัดค้านของพ.ต.ท.ทักษิณ และผู้คัดค้านที่ 1-6, 9-16, 18 และ 20-22 และสั่งให้ทรัพย์สิน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดินตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 81 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 33, 35
ส่วนผู้คัดค้านที่ 7, 8, 11 และ 19 คตส.ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดแล้ว ซึ่งผู้ร้องได้แถลงให้ศาลทราบแล้ว
คำแถลงปิดคดีคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์
ประเด็นที่อัยการสูงสุดผู้ร้อง กล่าวหาว่าคุณหญิงพจมาน ผู้คัดค้านที่ 1 และพ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา ยังคงถือหุ้นบริษัทชินคอร์ป ผ่านบุตร ญาติ พี่น้องนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ได้นำนายพานทองแท้ นายบรรณพจน์ และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน ให้การยืนยันชัดเจนว่าหุ้นชินคอร์ปของผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาโดยสุจริตตั้งแต่ปี 2526 และไม่มีพฤติการณ์คงไว้ซึ่งหุ้นชินคอร์ปตามที่ อสส.และคตส.กล่าวหา และเป็นการวินิจฉัยที่ขัดต่อพยานที่ได้จากการไต่สวนของศาลฎีกาฯ
ประเด็นข้อกล่าวหาที่ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับชำระเงินจากนายพานทองแท้ เกินกว่ามูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินชำระค่าหุ้นนั้น ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนฟังได้ว่า นายพานทองแท้ ได้ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่เป็นหนี้ผู้คัดค้าน 5,056,348,840 บาทตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 4 ฉบับ
คำให้การของนายแก้วสรร อติโพธิ คตส. เกี่ยวกับการชำระหนี้โดยไม่มีพยานหลักฐาน การที่ผู้ร้องกล่าวหาประเด็นนี้ จึงไม่เป็นความจริงและขัดกับพยานหลักฐานในสำนวนอย่างชัดเจน
ประเด็นที่กล่าวหาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ขายหุ้นให้กับนายพานทองแท้และนายบรรณพจน์ ต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น การขายหุ้นระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับนายพานทองแท้ ซื้อขายกันในฐานะทายาท ไม่ได้พิจารณาว่าหุ้นมีราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาตลาด เพื่อให้พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าทำงานการเมืองอย่างเต็มที่ รวมทั้งกรณีขายหุ้นให้นายบรรณพจน์ ที่ร่วมก่อตั้งบริษัทชินคอร์ปฯ
ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดหักล้างพยานผู้คัดค้านที่ 1 ข้อกล่าวหาผู้ร้องจึงเป็นเพียงการคาดเดาลอยๆ
ประเด็นที่กล่าวหาว่า ผู้มีชื่อทั้งปวงยกเว้นนายบรรณพจน์ ไม่เคยรู้เห็นร่วมประชุมเจรจาขายหุ้นให้กลุ่มกองทุนเทมาเส็กนั้น พยานเข้าเบิกความยืนยันชัดเจนว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้นชินคอร์ปฯทุกคนได้รับรู้และตกลงในเงื่อนไขการขายหุ้นร่วมกัน
ข้อกล่าวหาของผู้ร้องจึงขัดต่อข้อเท็จจริงและพยานในการไต่สวนของศาลฎีกาอย่างสิ้นเชิง
ประเด็นกล่าวหาว่าหุ้นในชื่อน.ส.พินทองทา ซื้อจากนายพานทองแท้ กลับนำเช็คของผู้คัดค้านที่ 1 ไปชำระให้นายพานทองแท้ และโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 นั้น ยืนยันว่าเงินที่น.ส.พินทองทา นำไปซื้อหุ้น เป็นเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ให้เนื่องในวันเกิดเมื่อวันที่ 17 เม.ย.2545 จำนวน 370,000,000 บาท
ชัดเจนว่าเงินดังกล่าวเป็นของน.ส.พินทองทา และนายพานทองแท้ นำไปชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินกับผู้คัดค้านที่ 1 มิใช้คืนเงินให้ผู้คัดค้านที่ 1 โดยไม่มีมูลหนี้ตามข้อกล่าวหา และหากจะถือหุ้นแทนบิดามารดาจริง นายพานทองแท้ถือเพียงคนเดียวก็ได้ไม่ต้องยุ่งยาก
ประเด็นข้อกล่าวหาว่าเงินปันผลที่น.ส.พินทองทา ได้รับจากบริษัทชินคอร์ปฯแล้วส่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 485,829,800 บาท โดยทำเป็นจ่ายค่าซื้อหุ้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ 5 บริษัทจากบริษัทวินมาร์ค จำกัด โดยใช้ชื่อน.ส.พินทองทา เป็นผู้ถือหุ้นแทนผู้คัดค้านที่ 1 นั้น
มีพยานเอกสารของนายมาห์มู้ด โมฮัมหมัด อัล อันซารี ซึ่งเป็นคำชี้แจงโดยรับรองจากศาลดูไบ ยืนยันว่านายมาห์มู้ด เป็นเจ้าของบริษัทวินมาร์ค ที่แท้จริงเพียงผู้เดียว และได้ซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทของครอบครัวชินวัตรที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จากพ.ต.ท.ทักษิณ ในปี 2543 และได้รับการโอนหุ้นมาจากธนาคาร UBS AG สาขาสิงคโปร์ในปี 2544
บริษัทวินมาร์คจึงไม่ได้เป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ และผู้คัดค้านที่ 1 และน.ส.พินทองทา ไม่เคยส่งเงินปันผลคืนให้กับผู้คัดค้านที่ 1
ประเด็นที่ว่าผู้มีชื่อทั้งปวงไม่ได้รับเช็คค่าเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปด้วยตัวเองแต่นำเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 มาตลอดนั้น เจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้นไม่เคยส่งคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ข้อกล่าวหาของผู้ร้องจึงคลาดเคลื่อน เนื่องจากคาดเดาลอยๆ
ประเด็นที่ว่าพฤติการณ์ถือหุ้นชินคอร์ป โดยใช้ชื่อนายบรรณพจน์ 38,090,050 หุ้นถือแทน ได้จากการใช้สิทธิเพิ่มทุนเมื่อปี 2542 โดยใช้เงินผู้คัดค้านที่ 1 ชำระค่าหุ้นโดยนายบรรณพจน์ ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แต่ไม่เคยชำระเงินนั้น นายบรรณพจน์ ให้การว่าได้ขอยืมเงินจากผู้คัดค้านที่ 1 และออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ฉบับลงวันที่ 16 มี.ค.2542 จำนวน 102,135,225 บาท ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ตั๋วสัญญาใช้เงินที่นายบรรณพจน์ ออกเพื่อชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 จากหนี้รวม 450,385,225 บาท
ประเด็นที่กล่าวหาว่าหุ้นในชื่อนายบรรณพจน์ ได้รับเงินปันผล 1,746,831258 บาท และส่งคืนผู้คัดค้านที่ 1 จนครบ 450,385,225 บาท เก็บเงินปันผลที่เหลือ 1,296,446,033 บาทไว้ในบัญชีนาย บรรณพจน์ตลอดมานั้น ขอชี้แจงว่าหุ้นชินคอร์ป เป็นของนายบรรณพจน์ ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือให้ถือแทน ส่วนเงิน 450,385,225 บาท นายบรรณพจน์ชำระตามตั๋วสัญญาใช้เงินและหนี้ค่าซื้อหุ้น ซึ่งชำระหนี้ที่มีอยู่จริง
ประเด็นกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 รวมหุ้นทั้งหมดขายให้เทมาเส็กในนามนายบรรณพจน์ ได้เงิน 17,709,802,575 บาท แล้วเงินปันผลที่เหลือกับเงินค่าหุ้นมาฝากไว้ในบัญชีนายบรรณพจน์ ก่อนทยอยโอนไปยังผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 นั้น ปราศจากความเป็นจริง เพราะได้นำเงินฝากเข้าบัญชีผู้มีกรรมสิทธิ์ในหุ้นทุกคน ไม่มีเงินส่วนใดเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 1
ประเด็นกล่าวหาของนายแก้วสรร แสดงให้เห็นทัศนคติความเป็นปฏิปักษ์ ไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 ครอบครัวและญาติ สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานการดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติของคตส.ที่ไม่ใช้หลักยุติธรรม แต่ใช้การคาดเดา เพราะเอกสารดังกล่าวนางกาญจนาภา เจตนาส่งให้ คตส.นั้น ผู้ถูกกล่าวหาได้โอนขายหุ้นแอมเพิลริชให้บุตรชาย ในวันที่ 1 ธ.ค.2543 ผู้ถูกกล่าวหาจึงไม่มีสิทธิในแอมเพิลริช
เป็นการใช้ทฤษฎีวัวของนายแก้วสรรที่ก่อตั้งขึ้นมาเอง
ประเด็นทรัพย์สินของผู้คัดด้านที่ 1 ท้ายคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติหรือร่ำรวยผิดปกตินั้น ขอเรียนว่าเป็นทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหายื่นไว้ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อปี 2544-2550 ในฐานะคู่สมรสที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงผิดปกติ และเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหาจะดำรงตำแหน่งนายกฯ
ประเด็นกล่าวหาว่าแม้ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่ถือว่าการกระทำของคู่สมรสเป็นการกระทำของผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 ได้รู้เห็นโดยตลอดจึงเป็นทรัพย์เกี่ยวข้อง ขอให้ยึดเงินจากการขายหุ้น 70,864,879,416 บาท และเงินปันผล 7,011,716,983 บาทนั้น
หุ้นชินคอร์ปฯได้มาและถือครองมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท จนถึงวันที่ 1 ก.ย.2543 จึงโอนขายให้แก่นายพานทองแท้และนายบรรณพจน์ ไม่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งนายกฯของผู้ถูกกล่าวหา อีกทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ให้การไว้ชัดเจนว่าไม่เคยเห็นด้วยกับการเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองของผู้ถูกกล่าวหา
นอกจากนี้พยานในชั้นไต่สวนของศาลฎีกาฯรับฟังเป็นที่ยุติว่า หุ้นชินคอร์ป มีราคาขึ้นลงสอดคล้องกับดัชนีตลท. ตามสภาวะเศรษฐกิจตามปกติ ที่ผู้ร้องอ้างว่าหุ้นชินคอร์ปมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา จึงขัดต่อพยานหลักฐาน
การที่ผู้ร้องขอให้ยึดเงินจากการขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็ก จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับหุ้นดังกล่าวไม่ใช่หุ้นของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่สามารถยึดเงินดังกล่าวให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ตามกฎหมาย
จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องและมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของผู้คัดค้านที่ 1 ต่อไป
ข้อมูล : ข่าวสด