Let justice be done, through the heavens fall หรือ "ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมให้ได้ แม้สวรรค์จะถล่มลงมาก็ตาม"
คือวลีที่ จุลสิงห์ วสันตสิงห์ ยึดเป็นหลักในการทำงานบนเก้าอี้อัยการสูงสุด
และแม้ว่า "ความยุติธรรม" จะเป็นหลักทั่วไปที่คนในกระบวนการยุติธรรมต้องถือปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองที่ผู้คนแตกแยกเป็นฝักฝ่ายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้ จุลสิงห์ ถึงกับออกปากว่า แค่ความยุติธรรมอาจจะไม่เพียงพอ...
"ประเทศของเราอยู่ในสภาพเหมือนบ้านแตกสาแหรกขาด อัยการจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางเท่านั้น เพราะจะให้ฟังเสียงประชาชนก็ไม่ได้ เนื่องจากประชาชนก็มี 2 ข้าง จะให้ฟังใคร สีทั้งหลายทำให้บ้านเมืองไม่สงบ ผมใส่เสื้อสีส้ม คือเหลืองผสมกับแดง ยึดหลักความเที่ยงธรรม เป็นกลาง สถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ แค่ยุติธรรมไม่พอ เพราะมันอาจไม่เป็นธรรมก็ได้ หลายๆ ครั้งยุติธรรมตามกฎหมาย แต่อาจไม่เป็นธรรม"
จุลสิงห์ เชื่อว่า หากกระบวนการยุติธรรมได้มีโอกาสทำงานอย่างอิสระ เที่ยงธรรม และเป็นกลาง บ้านเมืองก็ยังมีทางออก
"ผมคิดว่าทั้งสองสีควรหยุด และปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำงานอย่างเต็มที่ ขอให้ทุกฝ่ายมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม" เขาบอก
อย่างไรก็ดี เรื่องความเป็นกลางนั้นพูดง่าย แต่ทำยาก เพราะสิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้คนเชื่อว่าเป็นกลาง และนั่นทำให้เขาวางตัวในแบบ "รับฟัง แต่ไม่รับปาก" เพื่อให้การทำหน้าที่ปลอดจากการแทรกแซงใดๆ โดยเฉพาะจากฝ่ายการเมือง
"สังคมไทยก็รู้ๆ กันอยู่ เป็นสังคมอุปถัมภ์ ก็จะมีคนมาขอโน่นขอนี่อยู่เสมอ โดยเฉพาะนักการเมือง ผมก็ยึดหลักรับฟัง แต่ไม่รับปาก ผมรับฟังทุกคน แต่ไม่เคยรับปาก เพราะรับปากแล้วจะชอกช้ำมาก ต้องพยายามทำให้ได้"
ตลอดหลายสิบปีในสายงานอัยการ จุลสิงห์ เล่าว่าได้รู้ได้เห็นเล่ห์เหลี่ยมมากมายของนักการเมือง
"เชื่อไหมในคดีร่ำรวยผิดปกติ นักการเมืองคนหนึ่งถูกร้องให้ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน แต่เขาเอาหลักฐานมายืนยันได้ว่าเขาถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ถึง 2 ครั้ง เขามีหลักฐานเป็นเรคคอร์ดของกองสลากเลยด้วยซ้ำ แต่เรารู้ว่าเขาไปรอซื้อรางวัลที่ 1 หน้ากองสลากเลย เมื่อคนที่ถูกรางวัลมาขึ้นเงิน เขาก็ขอซื้อต่อ ให้เงินมากกว่ารางวัลที่ได้เสียอีก แล้วเขาก็เอาลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 นั้นไปขึ้นเงินแทน ก็จะมีเรคคอร์ดว่าเขาคือผู้ถูกรางวัล ได้ฟอกเงินให้ถูกกฎหมายไปโดยปริยาย"
แม้จะผ่านคดียากๆ มามากมาย แต่การขึ้นเป็นอัยการสูงสุดใน พ.ศ.นี้ ก็ยังมีงานที่ยากยิ่งกว่ารออยู่ เริ่มตั้งแต่คดี นายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ หรือ บีบีซี ซึ่งแม้วันนี้จะได้ตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนจากแคนาดามาแล้ว แต่ปัญหายังไม่จบ เพราะทางการไทยไม่สามารถดำเนินคดีอื่นๆ กับนายราเกซได้ นอกจากคดีปล่อยกู้ให้บริษัท ซิตี้ เทรดดิ้ง จำกัด เพียงคดีเดียวที่ใช้เป็นหลักฐานในการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน
"หลักกฎหมายคือขอคดีไหน ต้องฟ้องคดีนั้น" จุลสิงห์ อธิบาย "คดีอื่นเราก็จะฟ้อง แต่ต้องขอแคนาดาก่อน และเวลาขอแม้จะได้ตัวมาแล้ว จะขอแบบลวกๆ ไม่ได้ ต้อง full request (ขออย่างเป็นทางการแบบเต็มรูปแบบ) เพราะเราได้ตัวเขามาบนข้อตกลงของสนธิสัญญา การจะดำเนินคดีอื่นเพิ่มเติมต้องขอแคนาดา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยประเด็นนี้จะรู้ผลภายในสิ้นเดือน"
ถัดจากคดีราเกซ ก็มีคดีร้อนแรงอย่าง "คดีซาอุฯ" ซึ่งอัยการเพิ่งมีคำสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และพวก ฐานอุ้มฆ่า นายโมฮัมเหม็ด อัล-รูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย อันเป็นการสั่งฟ้องท่ามกลางกระแสกดดันเรื่องการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯกับไทย
แต่การตัดสินใจในคดีนี้ก็ทำให้ จุลสิงห์ ประทับใจนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
"ท่านนายกฯ โทรศัพท์หาผมหลังจากอุปทูตซาอุฯ เข้าพบ ท่านบอกกับผมว่า ท่านอัยการสูงสุดจะสั่งคดีอย่างไรท่านไม่เข้ามาแทรกแซง เพียงแต่ขอว่าไม่ว่าจะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง ให้ช่วยชี้แจงสังคมให้ได้เข้าใจด้วย นี่เองที่ทำให้ผมสบายใจอย่างมาก และยืนยันได้ว่าการตัดสินใจของอัยการไม่มีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเพิ่มน้ำหนักทางคดี"
นอกจากคดีซาอุฯ ก็ยังมีคดี นายวิคเตอร์ บูธ นักค้าอาวุธระดับโลกชาวรัสเซีย ที่ถูกจับกุมในประเทศไทย แต่คดีนี้แตกต่างออกไป เพราะเป็นคดีขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่ง จุลสิงห์ บอกว่า ต้องมีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ
"การพิจารณาส่งหรือไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อมีรัฐต่างประเทศขอมา มีมติคณะรัฐมนตรีให้อัยการสูงสุดกับกระทรวงการต่างประเทศร่วมกันพิจารณา ผมจะดูเรื่องข้อกฎหมาย ส่วนกระทรวงการต่างประเทศดูเรื่องผลที่จะเกิดขึ้นตามมาในเรื่องของความสัมพันธ์ แล้วเราก็จะมาชั่งน้ำหนักกัน เท่าที่ทราบ นายวิคเตอร์ บูธ มีหลายประเทศต้องการตัว ถ้าแย่งกันมากอาจส่งให้ประเทศที่สาม ซึ่งเราก็เคยทำมาแล้ว"
แต่คดีที่อ่อนไหวที่สุด และกำลังจะเป็นประเด็นในอนาคตอันใกล้ ก็คือกรณีที่อัยการสหรัฐแจ้งข้อหา นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในคดีรับสินบนจากสามีภรรยานักสร้างภาพยนตร์ชาวอเมริกัน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้สิทธิจัดเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพฯ หรือบางกอกฟิล์ม เฟสติวัล
ที่ว่าอ่อนไหว เพราะคดีนี้มี "คนไทย" ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา
"กรณีส่งคนไทยไปดำเนินคดีในต่างประเทศ อัยการสูงสุดจะหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศเช่นกัน หลักในการพิจารณาก็คือฝ่ายไหนมีความเสียหายมากกว่า ถ้าคิดว่าไทยเสียหายมากกว่า ก็ดำเนินคดีในประเทศไทย แต่ถ้าสหรัฐเสียหายมากกว่า ก็ส่งตัวไป นอกจากนั้นก็ต้องดูว่าพยานหลักฐานอยู่ที่ไหนมากกว่ากัน ใส่เงินที่ไหน บัญชีใคร และใครเป็นผู้เบิก"
จุลสิงห์ ย้ำว่า แม้จะเป็นกรณีที่เกี่ยวพันกับ "คนไทย" แต่ก็ยึดหลักเป็นกลางและเที่ยงธรรมเช่นเดิม
"ในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่เราทำกับสหรัฐ ไม่มีข้อผูกมัดว่าต้องส่งคนไทยไปสหรัฐ แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยส่ง เพราะกรณี ป.เป็ด (นายทนง ศิริปรีชาพงศ์ อดีต ส.ส.พรรคชาติไทย) เป็นกรณีแรกที่เราส่งคนไทยไปดำเนินคดีในสหรัฐ ฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่จะต้องมาพิจารณาและชั่งน้ำหนัก แต่จนถึงขณะนี้เรื่องยังมาไม่ถึงอัยการ"
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิด สั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง ย่อมทำให้มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่การเลือกที่จะทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง ก็มิได้โดดเดี่ยวเสียทีเดียว เพราะบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 255 ที่ว่า "พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม" ถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
ฉะนั้น เมื่อใดที่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ย่อมได้รับความคุ้มครองเสมอ!