Login
 
 

เกาะติดสถานการณ์กลุ่มเสื้อแดง
โดย...กาเหว่า
ไทยทาวน์ ยูเอสเอ นิวส์ ไทยแลนด์

ระเบิดป่วนเทศกาลปีใหม่ แค่คิดก็ขอให้หยุดเสียเถอะ | ไส้ในการส่งออก | มารคืนร่าง | มาตรฐานอภิสิทธิ์ | "วิทยา"ไขก๊อกสร้างบรรทัดฐาน แบบอย่างสปิริตรมต.ไทย


วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พุทธศักราช 2552
บทนำและคอลัมน์์ที่น่าสนใจจากหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วไป
ระเบิดป่วนเทศกาลปีใหม่ แค่คิดก็ขอให้หยุดเสียเถอะ  [บทนำ ไทยโพสต์์  Big|normal (Font)]

การออกมาเปิดเผยข้อมูลด้านการข่าวของ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าอาจจะเกิดเหตุไม่ดีขึ้นในช่วงส่งท้ายปีเก่า 2552 ต้อนรับปีใหม่ 2553 โดยมีพื้นที่สำคัญเป็นจังหวัดท่องเที่ยว ทั้งเทศบาลพัทยา จังหวัดชลบุรี จังหวัดภูเก็ต จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสงขลา และในกรุงเทพมหานคร

แม้ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า ข่าวที่ออกมาจะทำให้เกิดความตื่นตระหนกต่อผู้คนที่ได้รับรู้ และเกิดอาการหวาดผวาในการออกไปเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ตามสถานที่ต่างๆ ที่จัดงานเคาต์ดาวน์ เสมือนเป็นการทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวโดยทางอ้อม

แต่อีกมุมหนึ่งการออกมาเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาให้สังคมรับรู้ ก็เหมือนเป็นการแจ้งเตือนให้ทุกคนไม่ตกอยู่ในความประมาท หากจะออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ก็ต้องใช้ความระมัดระวัง และร่วมกันรับผิดชอบด้วยกันในฐานะคนไทย รวมทั้งเป็นการป้องปรามกลุ่มผู้ที่จะก่อเหตุว่าเจ้าหน้าที่รู้เท่าทันวิธีการ เป้าหมาย และการกระทำทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ก็เป็นการกระตุ้นเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ดูแลด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ต้องตื่นตัวรับกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น จนที่ประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นประธาน ออกแผนการปฏิบัติ โดยใช้แผนธันวา 52 บูรณาการการทำงานด้วยการสนธิกำลังจากทหาร ตำรวจและพลเรือนจัดเตรียมกำลังไว้

กองทัพจัดแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.จัดกำลังจากสารวัตรทหาร (สห.) จากกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ จำนวน 150 นาย ออกปฏิบัติงานวันที่ 31 ธันวาคมนี้ นอกจากนี้ ยังเตรียมกำลังไว้ในที่ตั้งพร้อมออกปฏิบัติงานระหว่างวันที่ 1-3 มกราคม 2553 ทันที่ที่มีการร้องขอภายใน 1 ชั่วโมง 2.เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด รวมทั้งสุนัขทหาร หากมีเหตุการณ์กองทัพพร้อมสนับสนุนได้ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.ทันที และหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 ม.ค. สามารถออกปฏิบัติได้ภายใน 1 ชั่วโมงเช่นกัน และ 3.เตรียมกองรักษาความสงบเรียบร้อยจำนวน 3 กองร้อย พร้อมอยู่ในที่ตั้ง ออกปฏิบัติงานระหว่างวันที่ 1-3 ม.ค.สามารถออกปฏิบัติงานได้ทันทีที่ได้รับการร้องขอภายใน 4 ชั่วโมง

ตำรวจใช้กำลังดูแลความเรียบร้อยในช่วงวันที่ 31 ธ.ค.52 - 3 ม.ค.53 จำนวน 2 พันนาย โดยเฉพาะจุดเสี่ยงในการก่อเหตุรุนแรงทั้ง 5 จุด คือ สีลม ราชประสงค์ นานา ถนนข้าวสาร และสวนลุมพินี รวมทั้งยังมีกำลังสำรองเตรียมไว้อีก 2,600 นาย ส่วนกรุงเทพมหานครก็จะตั้งศูนย์อำนวยการเพื่อดูแลภาพรวม

ถือเป็นมาตรการป้องกันของรัฐ ที่น่าจะทำให้ประชาชนคลายความกังวลลงไปได้มากทีเดียว เพราะอย่าลืมว่าประวัติศาสตร์เมืองไทยเคยจารึกไว้แล้ว่า ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เมื่อ 3-4 ปีก่อน ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันถึง 6 จุด ในกรุงเทพมหานคร คือ จุด 1.ระเบิดเกิดขึ้นภายในถังขยะบริเวณป้ายรถเมล์ หน้าภัตคาร พงษ์หลี ใกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 17 รายในจำนวนนี้ มีบาดเจ็บสาหัส 2 ราย จุดที่ 2 บริเวณหน้าศาลเจ้าพ่อเสือ กลางตลาดคลองเตย พื้นที่ สน.ท่าเรือ โดยคนร้ายวางระเบิดในถังขยะมีผู้บาดเจ็บ 5 ราย เป็นเด็ก 1 ราย จุดที่ 3 บริเวณข้างป้อมตำรวจแยกสะพานควาย มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย จุดที่ 4 บริเวณข้างป้อมตำรวจแยกสุขุมวิท 62 พื้นที่ สน.พระโขนง ไม่มีผู้บาดเจ็บ จุดที่ 5 ข้างป้อมตำรวจสี่แยกแคลาย รอยต่อ กทม.และนนทบุรี ไม่มีผู้บาดเจ็บ และจุดที่ 6 ภายในถังขยะบริเวณลานจอดรถห้างซีคอนสแควร์ พื้นที่ สน.ประเวศ ไม่มีผู้บาดเจ็บ

ดังนั้น เราขอประณามไว้ล่วงหน้า สำหรับผู้คิดร้ายและมีแผนจะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในช่วงปีใหม่ ที่ประชาชนคนไทยกำลังอยู่ระหว่างการเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุข ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใดก็ตาม จะมีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บหรือไม่ก็ตาม ทรัพย์สินต่างๆ จะเสียหายหรือไม่ก็ตาม ขอให้ผู้ที่มีเจตนาเช่นนั้น หยุดการกระทำดังกล่าว เพราะหากเกิดเหตุรุนแรงขึ้นมา ไม่ใช่ฝ่ายตรงข้ามของท่านจะเสียหายเท่านั้น ประเทศไทยของเราทุกคนก็จะเสียหายในสายตาชาวโลกไปด้วย.


ไส้ในการส่งออก    [บทนำ ข่าวสด  Big|normal (Font)]

ในการแถลงผลงานครบรอบ 1 ปีของรัฐบาลชุดปัจจุบัน หนึ่งในหัวข้อที่นายกรัฐมนตรียกขึ้นมาระบุว่าเศรษฐกิจไทยกลับฟื้นตัวขึ้นมาแล้วก็คือการเพิ่มขึ้นของการส่งออก

อย่างไรก็ดี มีนักวิชาการหลายคนแสดงความ ไม่แน่ใจต่อเรื่องดังกล่าว

ประการหนึ่ง การหยิบยกตัวเลขการส่งออกในเดือนพฤศจิกายน ว่าขยายตัวครั้งแรกในรอบปีสูงถึงร้อยละ 17.2 จะต้องพิจารณาตัวเลขฐานการส่งออกในปีก่อนหน้าด้วย

เพราะในไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 เศรษฐกิจติดลบถึงร้อยละ 4.2

ในขณะที่หากดูการเปลี่ยนแปลงตัวเลขของการส่งออกแบบเดือนต่อเดือนแล้วจะพบว่า

การขยายตัวในตั้งแต่เดือนกันยายน ตุลาคม และพฤศจิกายน 2552 ลดลงอย่างต่อเนื่องร้อยละ 0.62 และ 6.57

พิจารณาจากมูลค่าพบว่าลดลงจาก 14,904.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 14,812.7 ล้านเหรียญ และ 13,839.9 ล้านเหรียญตามลำดับ

ทั้งๆ ที่ไตรมาส 4 ของทุกปีเป็นช่วงที่จะมีคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นของผู้ซื้อ ในต่างประเทศ

ผลักดันให้การส่งออกเพิ่มสูงขึ้นกว่าไตรมาสอื่นๆ อยู่แล้ว

นอกจากนั้นแล้วยังมีผู้ชี้ให้เห็นด้วยว่า การพิจารณาแต่เฉพาะตัวเลขรวมของการส่งออกอาจจะเป็นเพียงภาพลวงตา

เพราะในเดือนกันยายนจนกระทั่งถึงเดือนพฤศจิกายนนั้น ประเทศไทยส่งออกทองคำเป็นมูลค่าเดือนละกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อทำกำไรจากการที่ราคาทองคำในตลาดโลกสูงขึ้น

ซึ่งหากนำตัวเลขดังกล่าวมาหักลบออกจากยอดรวมแล้ว เท่ากับตัวเลขการส่งออกสินค้าที่แท้จริงจะลดต่ำลงไปอีก

สวนทางกับภาวะที่ควรจะเป็น

ข้อสังเกตเหล่านี้ รัฐบาลพึงนำกลับไปพิจารณาด้วยความขอบคุณ เพราะการที่มีผู้ชี้จุดอ่อนหรือข้อบกพร่องให้เห็นนั้น เป็นคุณอย่างยิ่งต่อการนำไปปรับปรุงเนื้องานให้ดีขึ้น

ประการหนึ่ง สังคมจะได้ไม่เกิดความเข้าใจผิด ประการหนึ่ง รัฐบาลเองจะได้ไม่เกิดภาวะที่เป็นเสมือนการหลอกตัวเอง

โดยตัวเองแล้ว ปัญหาไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่การปกปิด การไม่รับฟังปัญหา หรือการบิดเบือน วิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องต่างหาก

ที่เป็นปัญหายิ่งกว่า


มารคืนร่าง [คมคิด คนเขียน เดลินิวส์  Big|normal (Font)]

ท่าทีของ “นายภราดร ปริศนานันทกุล” และ “นายวัชระ กรรณิการ์” สองสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ออกมากดดัน “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ทำให้ผมต้องหวนกลับไปนึกถึง “เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535” อีกครั้งหนึ่ง
   
จำได้ครั้งนั้นพรรคการเมืองถูกแบ่งเป็น “พรรคเทพ” กับ “พรรคมาร” โดยพรรคชาติไทยซึ่งมี “นายบรรหาร ศิลปอาชา” เป็นหัวหน้าพรรค มี “นายเสนาะ เทียนทอง” เป็นเลขาธิการพรรค ปฏิเสธที่จะสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญ (รธน.) เพื่อกำหนดให้นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง และเป็นชนวนเหตุนำสู่การบาดเจ็บล้มตายของประชาชน ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต้องการให้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ
   
ขณะที่พรรคการเมืองอย่าง ประชาธิปัตย์ พลังธรรม ความหวังใหม่ เห็นด้วยกับการแก้ รธน. เพื่อกำหนดให้นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง โดยไม่ต้องการให้ “บุคคลในเครื่องแบบ” เข้ามาสืบทอดอำนาจ หลังจากเกิดปฏิวัติเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 34 ผมบอกแค่นี้ก็แทบไม่ต้องขยายความใครถูกแบ่งให้เป็นเทพใครถูกแบ่งให้เป็นมาร
   
ผ่านมาเกือบ 17 ปี ดูเหมือนเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง จะกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกครั้งหนึ่ง ยิ่งถ้าหากพรรคชาติไทยพัฒนาหรือพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคยอมร่วมกับ “พรรคเพื่อไทย” ผลักดันให้นำ รธน. ปี 40 มาบังคับใช้ เท่ากับว่า กระบวนการยุติธรรมจะถูกทำลาย ยังเป็น การเปิดประตูให้องค์กรอิสระถูกแทรกแซงจากนักการเมืองได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย
   
เนื่องจากกระบวนการสอบสวนหรือคดีความของนักการ เมือง ซึ่งตรวจสอบโดย คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) หรือส่งต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก่อนจะส่งผ่านไปยังศาลฎีกาฯ ต้องสิ้นสภาพไปในทันที
   
ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบหรือฟ้องร้องดำเนินคดีภาย หลังการยึดอำนาจของ คมช. เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 49 ต้องผ่าน กระบวนการยุติธรรม ผิดกับคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งมี “พล.อ.สิทธิ์ จิรโรจน์” เป็นประธาน ที่แต่งตั้งโดยสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งถูกนักการเมืองต่อสู้ในเชิงกฎหมายให้เป็นโมฆะ เพราะไม่ผ่านกระบวนการตัดสินของศาล
   
น่าสนใจว่าท่าทีของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ ออกมาวิจารณ์ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อการแก้ รธน. สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ นปช. จะเคลื่อนไหวล้มล้างรัฐบาลในเดือน ก.พ. และ สอดคล้องกับความต้องการของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับการนำ รธน. 40 มาบังคับใช้
   
หรือเกิดการต่อรองระหว่างแกนนำตัวจริงของพรรคชาติไทยพัฒนา กับ “ตัวจริง เสียงจริง” ของพรรคเพื่อไทย หาก รธน. 2540 มาบังคับใช้ นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณ จะหลุดพ้นจากข้อกล่าวต่าง ๆ เกือบทั้งหมด และสามารถกลับเข้ามารับตำแหน่งทางการเมืองได้ “นายบรรหาร ศิลปอาชา” พร้อมด้วยสมาชิกในครอบครัว ก็จะมีสิทธิหวนกลับเข้ามาสู่สนามเลือกตั้งอย่างทันที
   
ผมเชื่อว่าต่อจากนี้ไปกระแสเรื่อง “เทพ” กับ “มาร” จะกลับมาเป็นประเด็นข่าวอีกครั้งหนึ่ง ยิ่งครั้งนี้มีกระบวนการยุติธรรมเป็นเดิมพัน โดยจะมีกลุ่มทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย กับการแก้ รธน. ออกมาเคลื่อนไหว แต่ที่ชัด ๆ เราได้เห็น ธาตุแท้ของนักการเมืองบางคน ซึ่ง คำนึงถึงผลประโยชน์ของ ตัวเอง มากกว่าจะคำนึงถึงความสงบสุขของบ้านเมือง.

"เขื่อนขันธ์"


มาตรฐานอภิสิทธิ์   [คอลัมน์เด่น คม ชัด ลึก  Big|normal (Font)]

พรรคประชาธิปัตย์ต้องสังเวยรัฐมนตรีไปสองคนแล้ว จาก "มาตรฐานอภิสิทธิ์" ที่เป็นผลจากการวางกฎเหล็ก 9 ข้อ

โดยเฉพาะข้อ 2 ที่ว่า รัฐมนตรีต้องยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด

 และข้อ 9 ที่ว่าความรับผิดชอบทางการเมือง มีมาตรฐานสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย

 "วิทยา แก้วภราดัย" จึงต้องตัดสินใจทางการเมือง เพื่อไม่ให้ตนเองต้องเป็นภาระของนายกรัฐมนตรีตามที่ลั่นวาจาเอาไว้ ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ภายใน 24 ชั่วโมง

 "หลักฐานบอกว่าผมบกพร่อง ไม่ได้ระบุว่าผมมีการทุจริต หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องพิสูจน์ โดยจะยื่นเรื่องให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง เพื่อให้เรื่องทั้งหมดกระจ่าง เพราะว่าผลสรุปพบว่าเป็นการเตรียมทุจริต ผมโดนข้อหาบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่จึงต้องแสดงความรับผิดชอบ"

 เป็นความจริงที่ว่าข้อกล่าวหาที่มีถึงตัว "วิทยา" ไม่ใช่ประเด็นที่พัวพันกับการทุจริต เมื่อเทียบเคียงกับ "มานิต นพอมรบดี" รมช.สาธารณสุข จากพรรคภูมิใจไทย ที่ผลสอบถึงกับตั้งสมมติฐานด้วยซ้ำไปว่าอาจมีส่วนพัวพันกับการฮั้วรถพยาบาล

 แต่เหตุผลของคณะกรรมการก็คือ "วิทยา" ในฐานะผู้บริหารสูงสุดไม่อาจปัดความรับผิดชอบในความบกพร่อง และการเปิดช่องทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุขได้

 ฉะนั้นแล้ว "วิทยา" จึงดูจะไม่มีทางเลือกอื่น ในยามที่ทุกสายตาจับจ้องไปที่ "สปิริต" ของนักการเมืองที่ย่อมต้องมีมาตรฐานสูงกว่าคนทั่วไป

 และมาตรฐานที่ว่านี้ ก็ย่อมต้องเป็นมาตรฐานทางการเมืองที่อยู่เหนือความรับผิดชอบทางกฎหมายตามกฎเหล็กที่ "อภิสิทธิ์" ได้วางไว้ด้วย

 เช่นเดียวกับกรณี "รัฐมนตรีปลากระป๋องเน่า" วิทูรย์ นามบุตร ที่จำต้องไขก๊อกออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยไม่รอช้าเหมือนกัน หลังจากพบว่าถุงยังชีพที่นำไปแจกให้ผู้ประสบอุทกภัยที่ จ.พัทลุง มีปลากระป๋องเน่ารวมอยู่ด้วย

 นี่คือ "มาตรฐานอภิสิทธิ์" ที่ค้ำคอรัฐมนตรีประชาธิปัตย์ ให้รักษามาตรฐานและความขลังของกฎเหล็กที่วางไว้

 และกรณีของ "วิทยา" สังคมก็คาดหมายการตัดสินใจได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อ "เขา" พูดชัดหลังจาก นพ.บรรลุ ศิริพานิช แถลงผลสอบเสร็จสิ้นว่า...

 "...ผมไม่สร้างภาระต่อนายกฯ ครับ"

 นั่นเป็นเพราะว่า หาก "วิทยา" ยังดึงดัน โดยยืนกระต่ายขาเดียวว่ายังไม่มีการทุจริตใดๆ เกิดขึ้น และเงินแม้แต่บาทเดียวก็ยังไม่ได้อนุมัติ

 กระแสกดดันจะตกอยู่กับ "อภิสิทธิ์" ในทันที พร้อมกับคำถามที่ประเดประดังถึงมาตรฐานทางการเมืองของรัฐมนตรี ซึ่งนั่นจะทำให้ความขลังของกฎเหล็กเสื่อมลง และ "มาตรฐานอภิสิทธิ์" มีปัญหาขึ้นมาทันที

 แต่ทว่า...น่าแปลกที่กฎเหล็ก หรือ "มาตรฐานอภิสิทธิ์" กลับใช้บังคับไม่ได้กับรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล แม้ว่ารัฐมนตรีประชาธิปัตย์จะทำตามาตรฐานเพื่อเป็นการกดดันอยู่ในทีก็ตาม

 เพราะหากยังจำกันได้ ก่อนหน้านี้รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย "บุญจง วงศ์ไตรรัตน์" รมช.มหาดไทย ก็โดนข้อหาแจกนามบัตรแนบเงินสงเคราะห์ชาวบ้านเหมือนกัน กระทั่งมีการนำคดีขึ้นสู่ ป.ป.ช.

 ทั้งๆ ที่ห้วงเวลาดังกล่าวได้เกิดกรณี "ปลากระป๋องเน่า" เป็นบรรทัดฐานกดดันอยู่แล้ว แต่มติพรรคภูมิใจไทยกลับให้ "บุญจง" นั่งอยู่ในตำแหน่งต่อ โดยอ้างว่าจะรอผลถึงที่สุดของ ป.ป.ช.

 แต่ "เดชะบุญ" ที่ ป.ป.ช.ตัดสินให้รอดจากข้อกล่าวหา "บุญจง" จึงคุยได้ว่ามีความชอบธรรมที่จะนั่งในตำแหน่งต่อไปได้

 ขณะเดียวกันก็มีข้อน่าสังเกตว่ากฎเหล็กข้อที่ 9 ของ "อภิสิทธิ์" ได้ถูกท้าทายไปครั้งหนึ่งแล้ว

 มาถึงครั้งนี้ก็เช่นกัน "มานิต" ดูท่าจะอาการหนักกว่า "วิทยา" อยู่มาก เพราะผลสอบระบุชัดถึงความไม่ปกติในพฤติกรรมของเขา โดยเฉพาะที่ระบุว่า ...

 "...ไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง และไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่กลับมีพฤติกรรมก้าวก่าย ล้วงลูก กดดัน ให้มีการจัดสรรเงินเกินจำเป็นลงพื้นที่ของตน รวมทั้งน่าเชื่อว่า อาจพัวพันเรื่องการฮั้วรถพยาบาล"

 ฉะนั้นเมื่อดูจากพฤติการณ์ความผิดของ "มานิต" ในครั้งนี้แล้ว อาจมีความต่างจากของ "บุญจง" อยู่มาก ด้วยเพราะเป็นกรณีคาบเกี่ยวกับการทุจริต

 แต่แน่นอนว่า "มานิต" ก็แถด้วยการบอกว่าความผิดยังไม่เกิด และข้อกล่าวหาเรื่องการตระเตรียมการก็อาจฟังไม่ขึ้น

 ดังนั้นงานนี้จึงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าในการแถลงข่าวของ "มานิต" วันนี้ (30 ธ.ค.) และภายในวันสองวันนี้ พรรคภูมิใจไทยจะกล้าสร้างมาตรฐานที่เหนือความคาดหมายของสังคมหรือไม่

 แต่กระนั้นก็มีประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกตว่า "มานิต" นั้น ถือเป็นรัฐมนตรีในโควตากลุ่มมัชฌิมาของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งโดยหลักการแล้ว เนวิน ชิดชอบ จะไม่เข้าไปก้าวก่าย โดยยกให้เป็นอำนาจการตัดสินใจของกลุ่มมัชฌิมา

 แต่ก็มีแนวโน้มสูงว่า "สมศักดิ์" อาจตัดสินใจเปลี่ยนตัว "มานิต" ซึ่งกระแสสังคมไม่ตอบรับแล้วออกไป เพื่อควานหารัฐมนตรีหน้าใหม่เข้ามากินตำแหน่งต่อ

 หากเป็นไปตามสูตรนี้จริง ก็จะตรงกับสูตรปรับ ครม.ต้นปีหน้า 3 ตำแหน่งอย่างที่ "อภิสิทธิ์" บอกใบ้ไว้ล่วงหน้า




ผ่าประเด็นร้อน แนวหน้า[ Big|normal (Font)]

"วิทยา"ไขก๊อกสร้างบรรทัดฐาน แบบอย่างสปิริตรมต.ไทย    


   
     

        การลาออกจากตำแหน่งรมว.สาธารณสุข ในทันทีทันใดของนายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว หลังจากที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความไม่โปร่งใสในงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุขได้สรุปผลการสอบสวนระบุว่า นักการเมือง 4 คน ซึ่งรวมทั้งรมว.สาธารณสุข และข้าราชการระดับสูงอีก 8 คน บกพร่องและส่อไปในทางเปิดช่องให้มีการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างในโครงนี้ ซึ่งมีวงเงินงบประมาณสูงถึง 80,000 ล้านบาท

        การตัดสินใจลาออกของ นายวิทยา ครั้งนี้แม้จะมีรายงานข่าวว่าเป็นเพราะการขอร้องของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อรักษาภาพพจน์และเสถียรภาพของรัฐบาล แต่อย่างน้อยก็เป็นการแสดงสปิริตและสร้างแบบอย่างบรรทัดฐานสำหรับนักการเมืองที่มาทำหน้าที่เป็นเสนาบดีบริหารราชการแผ่นดิน ได้ตระหนักว่า การแสดงจิตสำนึกและจริยธรรมด้วยการสละตำแหน่งไม่จำเป็นต้อง มีใบเสร็จหรือถูกจับได้ว่าทุจริตคอร์รัปชั่น เพียงแค่บกพร่องในหน้าที่จนสร้างความเสื่อมเสียหรือเกิดความเสียหายต่อทางราชการก็สมควรที่จะแสดงวุฒิภาวะผู้นำและจิตสำนึกความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารมืออาชีพ

        ในกรณีของ นายวิทยา นั้นจากคำแถลงของ นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข ก็ไม่ได้ระบุว่า นายวิทยา เกี่ยวข้องกับการทุจริตโดยตรง แต่โดยตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบฐานะผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงสาธารณสุข ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้เลยในฐานะที่บกพร่องปล่อยให้มีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริตเกิดขึ้นกับงบประมาณแผ่นดินมูลค่ามหาศาล เมื่อ นายวิทยา สร้างบรรทัดฐานด้วยการลาออกแล้วก็คงต้องจับตาต่อไปว่า นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 นักการเมือง ที่คณะกรรมการสอบสวนฯระบุว่า มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่โปร่งใส เพราะไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข แต่กลับเข้าไปล้วงลูกก้าวก่ายกดดันให้มีการจัดสรรงบประมาณเกินความจำเป็นลงในจ.ราชบุรี อันเป็นพื้นที่ซึ่ง นายมานิต เป็นสส.อยู่ รวมทั้งเชื่อว่า นายมานิต อาจเกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลโครงการจัดซื้อรถพยาบาลของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศด้วย

        แต่ล่าสุดดูเหมือน นายมานิต ยังยืนยันที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป ขณะที่พรรคภูมิใจไทยก็ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนในการกดดันให้ นายมานิต แสดงสปิริต

        เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า มาตรการด้านจิตสำนึกและจริยธรรมระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

        แม้ นายวิทยา จะลาออกแต่ก็ยังไม่ได้ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์พ้นจากมลทินและภาพพจน์ ความไม่โปร่งใส เพราะนอกจากกระทรวงสาธารณสุขแล้วยังมีอีกหลายกระทรวงที่มีภาพพจน์อื้อฉาวไม่แพ้กัน ดังนั้นได้แต่หวังว่า นายกฯอภิสิทธิ์ จะไม่ลืมกฎเหล็ก 9 ข้อ ที่เคยประกาศเมื่อครั้งรับตำแหน่งนายกรัฐสำหรับนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ โดยกำหนดให้รัฐมนตรีทุกคนจะต้องมีมาตรฐานด้านจริยธรรมสูงกว่าบุคคลทั่วไป นั่นคือ แค่พบว่า มีพฤติกรรมส่อเค้าทุจริตก็จะต้องแสดงความรับผิดชอบโดยไม่ต้องรอใบเสร็จ

        แต่อย่างไรก็ตาม กรณีการลาออกของนายวิทยานั้น อย่างน้อยก็ได้สร้างบรรทัดฐานแบบอย่างจิตสำนึกและจริยธรรมของนักการเมืองไทยขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เพราะในนานาอารยประเทศที่เจริญแล้วเพียงแค่รัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง หรือตกเป็นข่าวอื้อฉาวในเรื่องต่างๆ ก็จะเกิดความละอาย และแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกทันที และบางคนถึงกับฆ่าตัวตายเพื่อหนีความอับอาย

        แต่สำหรับนักการเมืองไทยขนาดจับได้ว่าทุจริตคอร์รัปชั่นก็ยังดื้อด้านอยู่ในตำแหน่ง อย่างไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย หรืออย่างอดีตนายกฯบางคนที่ใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจนร่ำรวยมหาศาลและเมื่อถูกศาลพิพากษาจำคุกก็หลบหนีโทษความผิดแล้วไปบัญชาการเผาบ้านป่วนเมือง เพื่อหวังฟอกโทษความผิดและทวงทรัพย์สินบาปของตัวเองคืน





นำเสนอข่าวโดย : ณิภา ก้อนคำ
แหล่งที่มาข่าวโดย : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์
10-03-2010 เกาะติดสถานการณ์กลุ่มเสื้อแดง (12/10122) 
03-03-2010 หนึ่งมาตรฐาน สองความต้องการ | "ทัพแดง" สะดุด เหลือแค่แก๊งป่วนเมือง? | เฟ้น 5 ผู้พิพากษาชี้ชะตาอุทธรณ์ยึดทรัพย์ | ประเทศชาติเสียหาย มากกว่าที่ทักษิณได้ไปเสียอีก | นักรบหรือแค่อันธพาลสมุนแม้ว?หิมเย้ยรัฐบ่อนทำลายขู่บึ้มป่วนเมือง (1/393) 
22-02-2010 จีที 200 ต้องยุติความสับสน | ทดสอบกฎเหล็กนายกฯ | เวทีรัฐสภาเปิดแล้ว | ทุกฝ่ายควรยอมรับคำตัดสินศาล | กระแสสังคมรับไม่ได้ ใครใช้ความรุนแรงคือผู้แพ้ (1/425) 
02-02-2010 บึ้ม บก.ทบ.ถึงปาอึบ้านนายกฯ สะท้อนความอ่อนยวบด้านมั่นคง | ไม่มีอะไรใหม่ | เวทีรัฐสภาเปิดแล้ว | จับตากุมภาฯ ทมิฬ  | ปาอึบ้านนายกฯอุกอาจ สะท้อนระบบรปภ.ผู้นำชุ่ย (0/600) 
24-01-2010 ระเบิดที่บก.ทบ. | สายตาชาวโลก | ถึงเวลาไทยต้องตื่น | อัยการสูงสุดบนศึกสองสี ยุติธรรมไม่พอ...ต้องเป็นธรรมด้วย | ทักษิณจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น หรือตั้งเรือนจำพลัดถิ่น (0/598) 
Name :
 
E-mail :
 
Detail :