dhanarat333@gmail.com
รัฐบาลภายใต้การนำของมาร์ค ได้รับใช้ชาติมาหนึ่งปีแล้ว!
ส่วนจะมีโอกาสได้รับใช้ต่อไปจนครบเทอมหรือไม่ และจะชนะการเลือกตั้งในอีกสองปีข้างหน้าหรือไม่ นั้น คำตอบอยู่ในผลงานปีแรกนี้
สำหรับนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้มีชื่อเล่นว่า “มาร์ค” หรือฉายาใหม่ที่สื่อมวลชนตั้งให้ว่า “หล่อไม่เหลี่ยม” หรือ “หล่อหลักลอย” นั้น เห็นทีต้องยกนิ้วโป้งให้ท่านใน “ความกล้าหาญ” ของท่าน คงจำกันได้ว่า ในเดือนเมษายน 2552 กลุ่มเสื้อแดงตั้งค่าหัวท่านไว้ โดยไม่ยี่หระต่อขื่อแปบ้านเมือง แล้วม็อบเสื้อแดงก็ยกทัพไปปิดล้อมรถท่าน พยายามเปิดประตูรถกับทุบรถที่ท่านนั่งอยู่ ถึง 2 ครั้ง 2 สถานที่ และบุกเข้าไปในที่ประชุมสุดยอดอาเซียน พัทยา ถึงหน้าห้องที่ท่านประชุมอยู่ 1 ครั้ง รวมเป็น 3 ครั้ง
ในการนี้ มาร์คสมควรได้รับเหรียญกล้าหาญและการปูนบำเหน็จความดีความชอบรวดเดียว 4 ขั้น เพราะวิกฤติการณ์ม็อบเสื้อแดงแต่ละครั้ง เป็นภาวะที่จับชีพจรท่านไปเต้นอยู่บนเส้นด้ายบางๆ ที่ขาดผึงเมื่อใดก็ได้ แต่ท่านก็เผชิญหน้าม็อบด้วยความกล้าหาญทุกครั้ง ไม่ยอมจำนนตามข้อเรียกร้องแม้แต่น้อย เสมือนทหารที่ถูกศัตรูบ้าเลือดปิดล้อมไว้ถึง 3 ครั้ง แต่ก็สามารถฝ่าวงล้อมออกมากอบกู้ชาติได้สำเร็จ ในทำนองตายแล้วแต่ได้เกิดใหม่
หากจะสอบวัด “ความกล้าหาญ” ของมาร์คกับแม้ว (นายทักษิณ ชินวัตร) ซึ่งเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกลุ่มเสื้อแดง จะเห็นได้ว่า ต่างกันแบบฟ้ากับเหว แม้วได้ประกาศอย่างแข็งกร้าวชัดเจนต่อสื่อมวลชนก่อนชุมนุมครั้งใหญ่ในเดือนดังกล่าว ว่า “เสียงปืนแตกเมื่อใด ผมจะออกมาปกป้องพี่น้องด้วยตัวผมเอง” ทว่า พอเสียงปืนแตกจริงๆ ท่านแม้วกลับ “ขี้หดตดหาย” ไม่ออกมาปกป้องพี่น้องตามสัญญา มีข่าวลือกันหนาหูว่า ท่านกระโดดขึ้นขี่ไอ้ทุย วิ่งตูดแลบอยู่แถวชายแดนไทย-กัมพูชา พาไปส่งขึ้นเครื่องบินกลับดูไบ
นอกจาก “ความกล้าหาญ” แล้ว มาร์คสมควรได้รับคะแนน “่ความน่าเห็นใจ” อย่างยิ่ง เพราะถูกกลุ่มเสื้อแดงคุกคาม ก่อกวน รังควาน เผาผลาญ “เวลา” ทำราชการอย่างไม่หยุดหย่อน จนได้ใจถือว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อแป และไม่มีใครยี่หระต่อประชาชนผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินตาม “ระบอบประชาธิปไตย” ซึ่งเสื้อแดงมักเสแสร้งยกขึ้นกล่าวเทิดทูน เพื่อตบตาชาวบ้านไม่ให้เห็นเขี้ยวเล็บตน มาร์คจึงเปรียบได้กับนักชกที่มีคู่ชกบนเวทีมวยถึง 2 คนพร้อมกัน คนหนึ่งคือกลุ่มเสื้อแดง อีกคนคือภารกิจใหญ่หลวงของชาติ ไม่มีใครอิจฉาท่านหรอก มีแต่คนเห็นใจท่าน
แม้จะต้องทำราชการในสภาพย่ำแย่ป่าเถื่อนสมัยหิน มาร์คก็ไม่ย่อท้อแม้แต่น้อย กลับเดินหน้าโดยไม่ปริปากตัดพ้อต่อว่าใคร จึงสมควรได้รับคะแนนชื่นชมใน “ขันติธรรม” ในฐานะที่ท่านทำงานแข่งกับเวลาทุกวัน วันละ 25 ชั่วโมง โดยเฉพาะในบรรยากาศการเมืองที่เคร่งเครียดอย่างยิ่ง จากการ “ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน” ทั้งทางประเทศกัมพูชาและภาคใต้ โดยฝีมือของพรรคการเมืองที่หวังร้ายต่อชาติ ในขณะที่ท่านได้รับค่าจ้างเงินเดือนๆ ละ 121,990 บาท ซึ่งไม่คุ้มค่า ท่านมีฐานะการเงินส่วนตัวดีพอที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตกับงานที่ไม่เป็นธรรมได้อย่างแน่นอน แต่ท่านก็มีความอดทนอยู่ต่อสู้กับ “มหาอุปสรรค” ทั้งปวงต่อไป
ที่สำคัญไม่แพ้ “ขันติธรรม” ได้แก่ “จิตสาธารณะ” ที่รู้สำนึกในการเสียสละส่วนตัวเพื่อส่วนรวม ซึ่งมาร์คสมควรได้คะแนนชื่นชอบอย่างยิ่ง เพราะท่านใช้อำนาจบริหารระดับสูงสุดของชาติด้วยความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมาตลอด ไม่มีการฉกฉวยโอกาสใช้อำนาจหน้าที่ทำมาหากินส่วนตัว อย่างนายอะไรทั้งหลายในอดีตที่รู้ๆ กันอยู่ ทั้งนี้ เพื่อพิสูจน์ว่าคนที่ต้องการทำงานเพื่อส่วนรวมจริงๆ ยังมีพร้อมอยู่ในชาติบ้านเมือง และประชาชนไม่จำต้องก้มหน้ายอมทนให้กับคอร์รัปชั่นใดๆ ทั้งสิ้น
ยิ่งกว่านั้น มาร์คยังสมควรได้รับคะแนนยกย่อง ใน “การมีสติปัญญาดี” (resourcefulness) สามารถเดินน้ำลุยไฟกับวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกัน ระหว่างข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการการเมือง ได้อย่างราบรื่นพอควร โดยเฉพาะในการพยายามแก้เงื่อนปมสลับซับซ้อนเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
อย่าลืมว่า การเป็นลูกพี่ใหญ่ระดับนายกฯในไทย มิได้เป็นหลักประกันว่า ข้าราชการผู้เป็นลูกน้องจะต้องมีความเคารพนบนอบตนเสมอไป ดังเห็นได้จากกรณี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในสมัยเป็นนายกฯ ท่านถูกตำรวจนอกเครื่องแบบบุกขึ้นบ้าน ทำลายข้าวของเสียหายยับเยินมาแล้ว เพียงเพราะท่านกล่าวผ่านสื่อมวลชนว่า ตำรวจยุยงส่งเสริมกฎหมู่ และปล่อยให้กรรมกรชุมนุมประท้วงกันอยู่บ่อยๆ ในช่วงที่ท่านเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
สังเกตได้ว่า มาร์คไม่ได้มีเวลาไปหวดกอล์ฟเป็นวันๆ และบ่อยๆ อย่างนายกฯแม้ว และมาร์คก็ไม่ได้ขาดเรียน คือ ไปทำหน้าที่ฝ่ายบริหารที่รัฐสภาอย่างสม่ำเสมอ ทว่า คะแนน “ทำหน้าที่” ตรงนี้ ไม่ได้ให้ เพราะเป็นหน้าที่อยู่แล้ว ส่วนแม้วหรือ? ในเมื่อบรรดา ส.ส., ส.ว., และกรรมาธิการมากหลายถูกปิดปากด้วยอำนาจเวทมนตร์คาถาเงินตราของใครคนหนึ่ง จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ท่านแม้วขาดเรียนที่รัฐสภาเป็นประจำ โธ่ ก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่า เวลาเป็นเงินเป็นทอง ใช้ทำมาหากินได้ จะปล่อยให้สูญเปล่าให้โง่ได้อย่างไร?
เหตุการณ์ที่พัทยาทำให้ไทย “หน้าแตก” ยับเยิน หน่วยงานที่ต้องทำหน้าที่อย่างหนักหน่วงโดยลับตาผู้คน ในทำนองปิดทองหลังพระ เพื่อกอบกู้ศรัทธากลับคืนจากผู้นำอาเซียน ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกษิต ภิรมย์ ในขณะเดียวกัน ท่านก็ทำการสกัดกั้นการเคลื่อนไหวทำร้ายชาติของแม้ว ซึ่งหลบหนีตำรวจสากลอย่างจ้าละหวั่น ลูกหม้อมือโปรอย่างท่านกษิตย่อมมีผลงานยอดเยี่ยมอยู่แล้ว กลุ่มเสื้อแดงต่างพร้อมใจกันรับรองคุณภาพอย่างแข็งขัน ด้วยการเสนอให้ผู้เกี่ยวข้องปลดท่านทุกวันๆ ละรอบ วันเสาร์อาทิตย์ก็แถมรอบเช้าเข้าให้อีก
รัฐมนตรีที่ปิดทองหลังพระอีกท่านหนึ่งได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกรณ์ จาติกวณิช กระทรวงการคลัง เมื่อเข้ารับช่วงงานการคลังต่อจากรัฐบาลสองชุดก่อน ซึ่งเป็นนอมินีของแม้ว การคลังของไทยอยู่ในสภาพมีแต่หนังหุ้มกระดูก น่าเศร้าสลดหดหู่ใจเป็นที่สุด หากไม่ได้รับการเยียวยาอย่างทันท่วงทีจากท่านกรณ์ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังถดถอยทรุดหนัก ไทยอาจไม่อยู่ในสภาพฟื้นตัวอย่างปัจจุบัน นอกจากนี้ ท่านมีผลงานปลดหนี้นอกระบบ ซึ่งต้องทำงานแข่งกับเวลาอย่างหนักหน่วง นับได้ว่าท่านกรณ์ต้องรับงานหนักและมีผลงานยอดเยี่ยมเช่นกัน
ผลงานดีเด่นในกระทรวงอื่นๆ มีอาทิ กระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีว่าการจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เกี่ยวกับนโยบายการศึกษาภาคใต้ โครงการเรียนฟรี 15 ปี ตลอดจนการนำนักศึกษาช่างเครื่องยนต์ ออกฝึกงานและบริการประชาชนริมทางหลวง ในช่วงที่มีการใช้ยานพาหนะหนาแน่นสำหรับเดินทางไกลในระหว่างเทศกาลปีใหม่ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และกระทรวงพาณิชย์ โดยรัฐมนตรีว่าการพรทิวา นาคาศัย เกี่ยวกับการเร่งรัดดำเนินการส่งสินค้าออก โครงการเสริมสร้างวัฒนธรรม OTOP “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” และโครงการการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ทั้งสองท่านมีผลงานน่าชื่นชมทีเดียว
กล่าวโดยรวม รัฐบาลได้ทำงานอย่างเต็มฝีจักรตลอดปี ภายใต้กฎเหล็ก 9 ข้อของมาร์ค แม้จะมีกรณีปลากระป๋องเน่า นมโรงเรียนบูด ฯลฯ แต่รัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้องก็ได้แสดงความรับผิดชอบลาออกทันที ตรงกันข้ามกับรัฐบาลชุดก่อน ที่สั่งการให้ตำรวจใช้อาวุธสงครามยิงใส่ผู้ชุมนุมเสื้อเหลือง จนล้มตายบาดเจ็บทุพพลภาพเป็นเบือ แต่ผู้รับผิดชอบโดยตรงกลับนั่งเก้าอี้ประจำตำแหน่งหน้าตาเฉย แบบเย้ยฟ้าท้าดิน จนสิ้นสภาพไปด้วยความผิดตามข้อกฎหมายอื่นในที่สุด
ที่ลืมไม่ได้ คือ รัฐบาลมาร์คเข้ารับภารกิจหน้าที่สืบต่อจากรัฐบาลชุดก่อนๆ ซึ่งได้ก่อปัญหาต่างๆ ไว้เกลื่อนกลาดอยู่ก่อนแล้ว จึงต้องสวมบทบาท เป็น “นักการภารโรง” เพิ่มเติม เพื่อเก็บและเช็ดถูสิ่งปฏิกูลที่รัฐบาลชุดก่อนๆ ได้ขับถ่ายทิ้งไว้ อย่างกรณีรถโดยสารระบบเอ็นจีวี 4,000 คัน เป็นต้น
สังเกตได้ว่า รัฐบาลมาร์คไม่ได้แสดงตนเป็นสาวก “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” จึงไม่มี “มรดกนรกทางเศรษฐกิจ” ส่งต่อให้กับบุตรหลานในอนาคต อย่างเช่นกรณีต่ออายุสัมปทานทางด่วนยกระดับวิภาวดีถึง 2 ครั้งของรัฐบาลชุดก่อนๆ เมื่อหมดอายุสัมปทานในอีกราว 15 ปี รัฐอาจได้รับคืนแต่ทางด่วนที่ทรุดโทรม จนอาจต้องเสียเงินภาษีอากรมหึมาเพื่อทุบทิ้ง และกรณีมาบตาพุด ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนๆอนุญาตให้บรรดาเจ้าของโรงงานสร้างผลผลิตกับความร่ำรวยอย่างเสรีเกินมาตรฐานสากล บนการตายผ่อนส่งของชาวบ้านและด้วยการทำลายนิเวศวิทยาอย่างถาวร เป็นต้น
สรุปแล้ว แม้จะไม่ได้นำทุกชิ้นงานมาประเมิน มาร์คกับคณะทุกท่าน ตั้งแต่รองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ ลงไป ต่างก็มีผลงานเป็นที่ “น่าชื่นชมยิ่ง” พอมีวี่แววที่จะไปได้สวยตลอดถึงการเลือกตั้งคราวต่อไป รัฐบาลในอดีตไม่เคยมีผลงานเพื่อส่วนรวมจริงๆ มากมายถึงเพียงนี้ในปีแรก โดยเฉพาะท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่บั่นทอนการบริหารราชการแผ่นดินอย่างสุดขีด แต่ทั้งนี้ ก็มิได้หมายความว่า รัฐบาลไม่มีข้อบกพร่องใดๆ เลย โดยเฉพาะกรณีไม่ได้ประชาสัมพันธ์งานกับผลงานของรัฐบาลอย่างพอเพียง และการไม่ได้ตีแผ่ความเป็นจริงเกี่ยวกับแม้ว ทุกครั้งที่แม้วออกมาประชาสัมพันธ์ตัวเอง กรณีเอกสารลับมากรั่วไหลออกมาจากหน่วยงานราชการ และกรณีการจัดใช้งบประมาณไทยเข้มแข็งโดยกระทรวงสาธารณสุขอย่างไม่ชาญฉลาดนัก
ขอฝากไว้เพียงนิดเดียวว่า นโยบาย “ประชานิยม” ที่รัฐบาลมาร์คดำเนินอยู่ ควรทำด้วยความระมัดระวัง ให้ควบคู่สมดุลกับนโยบาย “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งยังต้องส่งเสริมต่อไปอีกมากทีเดียว เพื่อจะได้นำไทยเข้าสู่ “ลัทธิสัตว์ประเสริฐ” เสียที
ขอให้มาร์คกับคณะทำดีต่อไป อย่าได้ท้อถอย ถือว่าทำให้บุตรหลานก็แล้วกัน.