Login
 
 

จับกระแส
โดย...ไทยภักดิ์ รักถิ่นไทย 




รำลึกถึง... นายสมัคร สุนทรเวช


เช้าตรู่วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2552 ตามเวลาในประเทศไทย ซึ่งตรงกับเย็นวันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2552 ตามเวลาในประเทศสหรัฐอเมริกา สื่อต่างๆ ได้รายงานข่าวมรณกรรมของ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทยอย่างใกล้ชิด นับเป็นการจากไปของนักการเมืองระดับแนวหน้าของประเทศไทยทีเดียว

            นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนักการเมืองที่มีบุคลิกพิเศษ ที่มีคนรักก็มากเกลียดก็ไม่น้อย กล่าวถึงคนที่รักนายสมัคร อย่างเป็นรูปธรรมก็ได้แก่ชาวกรุงเทพมหานคร ที่เลือกนายสมัครเป็นตัวแทนในระดับต่างๆ ตั้งแต่ท้องถิ่นจนถึงระดับชาติด้วยคะแนนถล่มทลายเสมอมา จนกล่าวได้ว่า นายสมัครเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เคยสอบตกในทุกสนาม ไม่ว่า สมาชิกสภาเทศบาลกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ได้คะแนนล้านกว่าคะแนน

เสียงของประชาชนชาวกรุงเทพมหานครที่เลือกนายสมัคร สุนทรเวช ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตั้งแต่ท้องถิ่นถึงระดับชาติย่อมเป็นดัชนีบ่งชี้ได้เป็นอย่างดีว่า คนกรุงเทพมหานครรักนายสมัครมากแค่ไหน

นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยขนานแท้ที่ไต่เต้าตั้งแต่สมาชิกสภาเทศบาล ไปสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยผ่านการเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง หลายยุคหลายสมัยติดต่อกัน

ทุกครั้งที่มีวิกฤตกาลทางการเมือง นายสมัครมักจะได้รับโอกาสงามๆ เสมอ หลังวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อจัดให้มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปีพุทธศักราช 2517 นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรคประชาธิปัตย์เป็นสมัยแรก ด้วยวาทะที่แสนจะคมคายของนายสมัคร สุนทรเวช ไม่นานนายสมัครก็กลายเป็นดาวสภาที่เคียงคู่กันมากับ นายอุทัย พิมพ์ใจชน นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนุ่มแห่งพรรคประชาธิปัตย์

สิ่งที่ทำให้นายสมัครเปล่งรัศมีเจิดจ้าที่สุดก็เมื่อ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตลอดกาลเขตดุสิต เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถจะทนความรำคาญกับการขอตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากมุ้งต่างๆ ที่ผสมกันเป็นรัฐบาลที่พรรคกิจสังคมเป็นแกนนำที่มีเพียง 18 เสียงได้ จึงประกาศให้มีการยุบสภา และเลือกตั้งใหม่ในปี 2519

พรรคประชาธิปัตย์ ส่งนายสมัคร สุนทรเวช ประกบ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช รักษาการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในเขตดุสิต ข่าวลึกๆ เล่าลือกันว่า ขณะนั้น กรรมการบริหารพรรคบางส่วนก็ชักหมั่นไส้นายสมัครในการชอบสอดแทรกไปทุกเรื่องอยู่ไม่น้อย จึงคบคิดกันว่า ควรจะส่งนายสมัครไปให้หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ช่วยเชือดแบบนิ่มๆ ให้หน่อย

จะเป็นกระแสประชาธิปัตย์ฟีเวอร์ หรือ เป็นความสามารถส่วนตัวของนายสมัคร สุนทรเวชเอง ก็ไม่มีใครคาดเดาได้ ผลการเลือกตั้งออกมา นายสมัคร สุนทรเวช มีคะแนนเหนือหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช อย่างพลิกความคาดหมาย กลายเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตดุสิตเป็นครั้งแรก และทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง โดยไม่เคยสอบตกเลย

หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ตั้งรัฐบาลผสม โดยพรรคประชาธิปัตย์ครองเสียงข้างมาก ได้ส่งเสริมนักการเมืองหนุ่มไฟแรงที่โดดเด่นที่สุดในขณะนั้นขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญๆ สามคนคือ นายชวนหลีกภัย เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอุทัย พิมพ์ใจชน เป็นประธานรัฐสภาที่หนุ่มที่สุดคนหนึ่งของโลกในขณะนั้น

ด้วยบุคลิกมั่นใจ ตรงไปตรงมาของนายสมัคร สุนทรเวช ที่นึกอยากจะพูดอะไรก็พูด โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาไม่นานนัก นายสมัครก็เพาะศัตรูในพรรคประชาธิปัตย์และสื่อมวลชนได้มากอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันไหนนายสมัครขึ้นปราศรัยไม่ว่างานไหนก็ตามถ้าไม่ด่าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ก็จะเป็นการพูดที่ไม่มันส์ ต่อมานายสมัครยังได้แสดงตนเป็นศัตรูกับสื่ออีกหลายฉบับถึงกับเขียนด่าหนังสือออกวางตลาดใช้ชื่ออย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ต้องแปลว่า สันดานหนังสือพิมพ์ ส่วนนายวีระ มุสิกพงศ์ ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีลีลาการเขียนเฉียบคม ในสมัยนั้นเขียนหนังสือเรื่อง สันดานรัฐมนตรีขึ้นมาประกบอย่างทันท่วงที

การเมืองในปี 2519 ยังอยู่ในช่วงเวลาของขวาพิฆาตซ้าย อย่างเอาเป็นเอาตาย จนกระทั่งใกล้จะถึง กรณีวันมหาวิปโยค 6 ตุลาคม 2519 นายสมัครเลือกข้างชัดเจนว่ายืนอยู่ฝ่ายขวาจัดร่วมมือกับ พันเอก อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ใช้วิทยุยานเกราะปลุกระดมมวลชนทั้งวันทั้งคืนจนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดที่มวลชนที่ปลุกระดมมา และทหารช่วยกันไล่ล่านักศึกษา ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์บ้างเป็นญวนบ้าง บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ไม่มีใครรู้แน่ว่า ล้มตายไปเท่าไร แต่นายสมัครยืนยันว่า ตายเพียงคนเดียว

แค่นั้นยังไม่พอ บัดนี้ นายสมัครยังเร่งโหมไฟแห่งความขัดแย้งด้วยการชี้นิ้วเข้าใส่พรรคประชาธิปัตย์ว่า ส.ส.หางแดง เป็นจำนวนมาก นั่นหมายถึงการใช้วาทะยัดข้อหาคอมมิวนิสต์ให้ส.ส.เกือบยกพรรค การพูดของนายสมัคร ที่เชี่ยวชาญด้านการบรรยายเรื่องราวต่างๆ อย่างเห็นภาพพจน์ แม่นยำข้อมูล ทำให้คนหลงใหลพากันเชื่อนายสมัคร กลัวคอมมิวนิสต์กันเป็นการใหญ่

หลังเหตุการณ์สยองขวัญวันที่ 6 ตุลาคม 2519 คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้เข้ายึดอำนาจแล้วนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี มีนายสมัคร สุนทรเวชเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจนั้น

คนที่เพิ่งเกิดมาไม่ทันเห็นเหตุการณ์ที่นายสมัครมีส่วนในการยุยงปลุกปั่นให้คนไทยฆ่ากันเองครั้งนั้น หรือคนที่โตๆ แล้วที่รู้ที่เห็นกันมาอย่างดี ทำปิดตาข้างเดียวเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง ต่างยกย่องนายสมัคร สุนทรเวชกันใหญ่ ว่า เป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย ที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ประชาชน

แต่อยากจะชี้ชัดๆ ว่า เหตุการณ์ขณะนั้น นอกจาก นายสมัคร สุนทรเวช ไม่สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนแล้ว ยังผลักไสไล่ล่านักศึกษา และประชาชนเป็นจำนวนมากเข้าป่า เพื่อหนีภัยมาตรา 17 ที่รัฐบาลเผด็จการขณะนั้นใช้ปราบปรามศัตรูทางการเมืองของตน โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาที่มีความคิดก้าวหน้า

ไม่ต้องนับเรื่องที่ใส่ร้ายพรรคการเมืองที่ตัวเองเกิดเป็นนักการเมืองเต็มตัวว่า มีส.ส.หางแดงเกือบทั้งพรรค จนนายวีระ มุสิกพงศ์ โฆษกรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่หนุ่มสุดในสมัยนั้น ถึงกับยอมลงทุนสร้างหนังเรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหาพุ่งแทงนายสมัครโดยตรงเรื่อง ไอ้ซ่า จอมเนรคุณ (ตรงนี้ต้องหมายเหตุว่า ในช่วงที่นายสมัครได้เป็นนายกรัฐมนตรี นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้เปลี่ยนจากศัตรูคู่อาฆาตมาเป็น องครักษ์พิทักษ์สมัคร พร้อมกับอีกสองเกลอในรายการความจริงวันนี้ที่รวมกันแล้วเป็นสามเกลอนั้นแหละ)

ความเป็นขวาจัดของนายสมัคร ตรงนี้สร้างความนิยมให้แก่คนกรุงเทพมหานครที่เบื่อหน่ายประชาธิปไตยเบ่งบานที่มีแต่การเดินขบวนยุ่งเหยิง วุ่นวาย และหวาดกลัวต่อภัยคอมมิวนิสต์ได้มาก ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินถูกขับไล่ออกไป โดยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ แล้วร่างรัฐธรรมนูญจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ต้นปี 2522 นายสมัคร สุนทรเวชจำต้อง ออกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้วตั้งพรรคการเมืองใหม่ที่ชื่อว่า พรรคประชากรไทย ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเหลือให้พรรคประชาธิปัตย์เพียงหนึ่งที่นั่ง คือพันเอก ถนัด คอมันตร์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่กัดกันแตกกระจุยกระจายเกือบจะรวมตัวกันไม่ติด แฟนๆ ประชาธิปัตย์ถึงกับเรียกพรรคที่ตนเชียร์ด้วยความอึดอัดว่า พรรคประชาธิกัด แปลว่ากัดกันใหญ่

เหตุการณ์ในช่วงนั้นต้องบันทึกกันไว้ว่า นายสมัคร สุนทรเวชเป็นคนไล่นักศึกษาและประชาชน ที่มีความเห็นตรงกันข้ามกับตน เข้าป่า ต่อมาเมื่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งในปี 2523 จึงรับนักเรียน นักศึกษาและประชาชนที่หนีภัยข้อหาคอมมิวนิสต์เข้าป่า กลับคืนเมืองคืนสู่สถาบันการศึกษาอีกครั้งหนึ่งด้วยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่รู้กันว่า 66/23

ใครจะมองนายสมัครว่า เป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เป็นนักการเมืองที่สร้างสีสัน หรือนักการเมืองฉวยโอกาส ก็แล้วแต่มุมมอง แต่ไม่ควรยกย่องว่าเป็นถึงวีรบุรุษประชาธิปไตย เพราะนายสมัครไม่มีประวัติการต่อสู้ใดๆ ที่เคียงบ่าเคียงไหล่ประชาชน ซ้ำร้ายนายสมัครยังมีประวัติการต่อสู้กับประชาชนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเผด็จการดังหลักฐานที่ประจักษ์กันทั่วไป

ขณะนั้นนายสมัคร สุนทรเวช หลงตัวเองอย่างมากว่า เป็นผู้จงรักภักดีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่สุด ตนเองมีชาติตระกูลเป็นพระยารับใช้ใกล้เบื้องยุคลบาทมาหลายชั่วอายุคน เมื่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้มีโอกาสรับใช้ใกล้เบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยมิได้ปริปากแสดงตนเองว่า จงรักภักดีที่สุด หรือนำเอาความจงรักภักดีของตนไปทำลายคนอื่น แต่รับใช้ด้วยความจริงใจ แต่แทนที่นายสมัครจะยอมรับพลเอกเปรมว่าเป็นข้าพระบาทที่ช่วยกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่นายสมัคร มองพลเอกเปรม อย่างหมิ่นแคลนเสมอมา เช่นตอนที่พลเอกเปรม ขึ้นสู่ตำแหน่งผบ.ทบ. นายสมัครถึงกับระเบิดอารมณ์ออกมาว่า เอาคนขี้หมาที่ไหนมาเป็นผบ.ทบ.

นายสมัครอาจจะรู้สึกลึกๆ ว่า พลเอกเปรม เป็นคนบ้านนอก จะมาทาบรัศมีคนในรั้วในวังอย่างตนได้อย่างไร แม้ใครๆ จะมองว่า พลเอกเปรม เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ มีความจงรักภักดี แต่นายสมัครไม่เคยมองพลเอกเปรม อย่างที่ชาวบ้านทั่วไปมอง จะพยายามหาทางโจมตีพลเอกเปรมอย่างต่อเนื่องทางสื่อต่างๆ แต่พลเอกเปรมไม่เคยออกมาโต้ตอบแต่อย่างใด

ยิ่งพลเอกเปรมเงียบเท่าไหร่ นายสมัครยิ่งรู้สึกระวนกระวายตามด่าตามจิกอย่างไม่เคยลดละ

เมื่อนายสมัคร เปิดฉากโจมตี พลเอกเปรมอย่างต่อเนื่อง ต่อมาไม่นานนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวีระ มุสิกพงศ์ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็รับมรดกความเกลียดชังจากนายสมัคร มาตามด่า ตามไล่ล่า อย่างจริงจังในข้อหาว่าพลเอกเปรมเป็นหัวหน้าอำมาตยาธิปไตย เมื่อล้มอำมาตยาธิปไตยได้ประชาธิปไตยจะเจริญ การเคลื่อนไหวระยะหลังของสามเกลอก็มุ่งสับเละ ล้มล้างพลเอกเปรมอย่างเอาเป็นเอาตาย

ก่อนที่นายสมัครจะตั้งรัฐบาล และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ไม่วายพูดจาปรามพลเอกเปรมว่า ป๋าอย่าจุ้น ซึ่งอาจจะแฝงนัยอะไรบางอย่าง ที่สะท้อนออกมาจากความหวาดหวั่นในพลเอกเปรม ผู้ถือความสงบสยบความเคลื่อนไหวจนได้ฉายาว่า พระเตมีย์ใบ้

เมื่อนายสมัคร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปวงชนชาวไทยยอมรับในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง และต้องพ้นตำแหน่งออกไปด้วยข้อหาง่ายๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน จากนั้นนายสมัครก็ล้างมือทางการเมืองไปรักษาสุขภาพ โดยไม่ปริปากพูดจาใดๆ เกี่ยวกับการเมืองอีกเลย นับว่า นายสมัครได้เข้าใจสัจธรรมของความเปลี่ยนแปลงแห่งสรรพสิ่ง แล้วใช้บั้นปลายชีวิตอย่าสงบจนวาระสุดท้าย

นายสมัคร สุนทรเวช เดินบนเส้นทางการเมืองมายาวนาน มีสุข มีทุกข์ มีหัวเราะ มีร้องไห้ บัดนี้ได้เดินสุดเส้นทางแล้ว และได้เลี้ยวเข้าเส้นทางสายใหม่ กรรมใดๆ ที่เคยล่วงเกินกันมา ทั้งต่อหน้าก็ตาม ลับหลังก็ตาม ที่ตั้งใจก็ตาม ไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ขอกรรมนั้นจงเป็นอโหสิกรรม ขอให้จุติจิตของนายสมัคร สุนทรเวช จงพบ สุขสงบในสัมปรายภพเบื้องหน้าโน้นเถิด.

 



นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม
แหล่งที่มาข่าวโดย : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์
Name :
 
E-mail :
 
Detail :
 
 



  • ความคิดเห็นที่ : 2

Mr.Samak spoke at Laos
www.samakomlao.blogspot.com
Thanks

  • ผู้ส่ง: Prasamak E-mail : Prasamak@lao.com
  • 205.173.37.1 Jun 15, 2010 @04:32 PM
  • ความคิดเห็นที่ : 1

Prasamak Ohio state get Chao Koon Noom This year
www.alittlebuddha.com

  • ผู้ส่ง: Pra samak E-mail : prasamak@lao.com
  • 205.173.37.1 Jun 15, 2010 @04:30 PM