น้าจ๊ะ...
ถ้าใครบอกน้าเมื่อห้าปีก่อนว่าอินเดียนาจะเจอเฮอริเคน น้าต้องร้องว่า “ไม่เชื้อ...ไม่เชื่อ” ใช่มั้ยล่ะ ก็ถ้าห้าปีก่อนใครบอกหนูว่าจะย้ายมาอยู่อินเดียนา หนูก็คงร้องเสียงเดียวกับน้าเลย
...บางทีขับๆ รถไปมองสองข้างทางไป หนูยังงงๆ เองเลยว่า เรามา “โผล่” ที่อินเดียนาได้ไงฟะเนี่ย
ตั้งแต่หนูย้ายมาอยู่นี่จะครบสองปีแล้ว รู้สึกมีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นหลายอย่าง ก่อนหน้าร้อนปีนี้อยู่ดีๆ ก็มีแผ่นดินไหวครั้งแรกในรอบ 50 กว่าปี ความสั่นสะเทือนรู้สึกจะ 5 ริคเตอร์กว่าๆ แต่หนูก็ตกใจตื่นอ่ะน้า เพราะเตียงมันโดนเขย่าแล้วก็เสียงดังเหมือนขบวนรถไฟวิ่งผ่านที่ข้างหน้าต่าง
คนอินเดียนาที่ไม่เคยเจอ “เอิ๊ด-เควก” ก็ตื่นเต้นกันใหญ่ ไอ้เรามันคนแอลเอเก่า เตียงเขย่าแค่นี้ไม่ถึงกับทำให้วิ่งไปซ่อนในตู้เสื้อผ้าได้
เลยทำให้รู้ว่า ที่อิลลินอยส์มี “ฟอลท์” หรือรอยแยกของแผ่นดินอยู่แล้ว
หนูไปเที่ยวชิคาโกเพิ่งกลับมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม ...ดูก็ไม่ออก ไม่บอกก็ไม่รู้เลยนะเนี่ย ว่าแถวๆ นั้นก็มีสิทธิแผ่นดินไหวกะเขาด้วย
ไอ้เรื่องภัยธรรมชาติในอเมริกานี่เราๆ ก็เห็นในข่าวกันอยู่เป็นประจำ ฟังมาก็มาก ทั้งอ่านทั้งดูทีวีมาก็ไม่น้อย ได้แต่เห็นใจชาวบ้านเขาเวลาเฮอริเคนพัดเข้าจนบ้านพังแล้วก็ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปาใช้ นอกจากเห็นใจแล้วก็บริจาคเงินไปช่วยบ้าง
ก็พอรู้ๆ ว่าชาวเมืองเขายังมีประกันภัยบ้านกันทุกหลัง แล้วรัฐก็ประกาศภาวะฉุกเฉิน ซึ่งจะทำให้ได้รับเงินช่วยเหลือเป็นงบพิเศษจากรัฐบาล
...ถึงอย่างนั้น ผู้ประสบภัยที่นิวออลีนส์จากเฮอริเคนคาทรีนาเมื่อหลายปีก่อน ก็ยังไม่มีบ้านอยู่กันอีกเยอะแยะ
หนที่ “ไอค์” พัดเข้าชายฝั่งเท็กซัสเมื่อกลางเดือนกันยายนปีนี้ หนูก็คอยดูๆ ข่าวอยู่ด้วยความเห็นใจ เพราะแถบเมืองกาลเวสตันโดนเข้าไปเต็มๆ จนราบเรียบเหมือนตอนที่บ้านเราโดนสึนามิยังไงยังงั้น
ข่าวทางทีวีแถวบ้านหนูเขาบอกว่า กระแสความแรงของลมจะพัดเอาฝนมาตกแบบโปรยปรายๆ ที่อินเดียนาด้วย ซึ่งเกษตรกรแถวนี้เขาก็ว่าถูกต้องแล้ว เพราะปีนี้ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิมาฝนน้อยเหลือเกิน
แต่เช้าวันที่ “ไอค์” ออกจากเท็กซัสแล้วไล่แจกทอร์นาโดแถวอาร์คันซอเรื่อยมาจนถึงอินเดียนา ฝนก็หายแห้งไปหมดแล้ว เอามาแต่ความแรงลมประมาณ 70-80 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งถือเป็นความรุนแรงของเฮอริเคนขั้นที่ 1
...มีคนบอกว่า เขาเรียก “ทรอปิคอล สตอร์ม” หรือ “ดีเปรสชั่น” หรืออะไรก็ว่ากันไป ทำนองนี้แหละน้า
เอาอีกแล้ว นี่เป็นครั้งแรกในรอบร้อยกว่าปีที่เฮอริเคนเข้าอินเดียนา.
..สงสัยเพราะหนูย้ายมานี่ล่ะ!
ขนาดรุนแรงแค่ขั้นที่หนึ่ง หลังคาบ้านยังเปิดกันไปเป็นแถบๆ แถวบ้านหนูนะ ลมแรงจนโค่นต้นไม้ลงทับรถกับหลังคาบ้านไปหลายจุด ไฟดับในตอนบ่ายวันนั้น แล้วก็ไม่มาอีกเลยเป็นเวลา 3 วัน
สามคืนสามวันนะน้า! หนูอยู่โดยไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีทีวี ไม่มีตู้เย็น ไม่มีเตาทำกับข้าว ไม่มีน้ำร้อนอาบ ไม่มีโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ตและเคเบิ้ลใดๆ ทั้งสิ้น ช่วงกลางคืนแทบจะเรียกว่าถูกตัดขาดจากโลกภายนอกไปอย่างสิ้นเชิง
คือถ้ามีไฟไหม้หรือใครไม่สบายหนัก ก็ไม่รู้จะโทรไปเรียกรถหวอได้ไงอ่ะ
ต้องอาศัยเตาบาร์บีคิวหลังบ้านซึ่งมีก็แกสเหลืออยู่นิดเดียวต้มน้ำหรือทำกับข้าวนิดๆ หน่อยๆ ใช้แสงเทียนช่วยตอนกลางคืน และฟังวิทยุทรานซิสเตอร์ว่าโรงเรียนปิดหรือเปิด
...และเพื่อนบ้านคุณตาคุณยายใจดีมีเครื่องปั่นไฟ อุตส่าห์ชาร์จโทรศัพท์มือถือให้ แล้วก็คอยเดินมาถามว่าจะใช้ไมโครเวฟมั้ยจ๊ะ
...สามคืนสามวัน มันก็ไม่ถึงกับขาดใจตายหรอกน้า แต่เป็นหวัดหัวโตเพราะอาบน้ำเย็น แล้วก็รู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปยุคก่อนที่เอดิสันจะประดิษฐ์หลอดไฟ
ไอ้ลูกๆ หนูมันชอบกันมากอีตรงที่ไม่อาบน้ำนี่แหละ
แต่ต้องนั่งหงอยกันเป็นระยะๆ เพราะอยู่บ้านทั้งวันแต่ไม่มีทีวีดู กีตาร์ไฟฟ้าก็เล่นไม่ได้ เกมส์ก็อด
วันที่ 16 โทรศัพท์มือถือเริ่มใช้ได้เป็นช่วงๆ วันที่ 17 ไฟฟ้ามาตอนกลางวัน แต่ยังไม่มีเคเบิ้ลทีวี ไม่มีอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์บ้านก็ยังใช้ไม่ได้ เพราะหนูดันใช้บริการจากบริษัทเดียวกันหมด
นับรวมๆ แล้ว สองอาทิตย์ต่อมาทุกอย่างจึงกลับมาเหมือนเดิม
หนูก็ได้เรียนรู้หลายอย่างว่าเราควรมีน้ำดื่มติดบ้านไว้เยอะๆ มีแกสอยู่ในเตาบาร์บีคิวเสมอ เผื่อฉุกเฉินแบบนี้จะใช้ทำกับข้าวได้ (ถ้าเตาไม่โดนลมหอบเอาไปด้วย) มีเทียน มีไฟฉายและแบตเตอรี่ มีอาหารแช่แข็งแบบเข้าไมโครเวฟได้ไว้บ้างก็ดี
แล้วถ้ามีกะตังก็ซื้อเครื่องปั่นไฟไว้ เคยได้ยินว่าประมาณพันเหรียญก็มีขาย มันจะมีประโยชน์มหันต์ถ้าเป็นหน้าหนาว
อีกอย่างก็คือ ควรจะเติมน้ำมันรถให้เต็มอยู่ตลอด สถานการณ์แบบนี้บางทีไปหาที่เติมยาก
ก็แนวๆ เดียวกับที่ “ฟีม่า” หรือสำนักงานเพื่อความมั่นคงและสวัสดิภาพประกันภัยอะไรๆ ที่ชื่อยาวเขาคอยเตือนมาเรื่อยๆ ให้เตรียมตัวกันไว้มั่งนั่นล่ะน้า
หนูส่งรูปมาให้น้าและคุณๆ นักอ่านทั้งหลายดูด้วย แต่ที่ไม่ได้ถ่ายคือกระเบื้องแบบที่เขาเรียกว่า “ชิง-เกิ้ล” จากหลังคาบ้านหนูมันหล่นลงมาหลายแผ่น กับท่อน้ำฝนปลิวมาหลายท่อน ต้องถือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังเห็นใจหนูบ้างที่ไม่ปล่อยให้ลมหอบเอาไปทั้งหลังคาหรือหอบเอาอะไรมาไว้บนหลังคาบ้านหนู
หนูอยู่อเมริกามาตั้งแต่ปี 1992 เคยเจอไฟดับไม่เกินสามครั้ง ครั้งนี้นานที่สุด หนักที่สุดเพราะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย หลังจากนี้ยังไม่รู้จะมีอะไรมาอีก
...แบบที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นที่อินเดียนาในรอบร้อยกว่าปี แล้วจะมาเกิดเอาตอนที่หนูมาอยู่นี่แหละ ...คนสวยล่ะเบื่อ
ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีอีกแล้วแหละน้า อากาศก็เย็นลงเรื่อยๆ แล้วก็ไอ้แมงมุมปุ่มขายาวยังกะขาปูก็มาจีบกันอยู่ที่หน้าประตูบ้านเป็นกลุ่มๆ อีกแล้ว ปีที่แล้วหนู “สเปรย์” ซะแทบจะสูญพันธุ์ ปีนี้ปล่อยมันดีกว่า เดี๋ยวคนฉีดจะตายก่อนแมงมุมก็เพราะไอ้สเปรย์นี่แหละ
เนอะน้าเนอะ
หนูเองจ้ะ.