เป็นข้ออ้างที่นายปณิธาน วัฒนายากร หนึ่งในทีมงานโพเดี้ยมของนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเป็นสาเหตุของระเบิดเอ็ม 79 ที่หน้าห้างคิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ และลานจอดรถสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถนนวิภาวดี ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา
จากนั้น พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ก็รีบออกมาปฏิเสธอีกเช่นเคยว่าไม่ใช่เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อมิให้มีการยกเลิกบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจนหมดสิ้น แถมยังเสริมอีกว่าศูนย์อำนวยการฉุกเฉินได้เพิ่มกำลังทหาร และตำรวจรักษาการตามพื้นที่ล่อแหลมต่างๆ อาทิ ระบบคมนาคม และสถานที่ราชการสัญลักษณ์อีก 11 จุด
เป็นการขานรับกันอย่างคล้องจองของฝ่ายรัฐบาล
หลังจากที่กลุ่มเสื้อแดงนำโดยแกนนอน “ที่นี่มีคนตาย” นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุดชักชวนให้จัดรำลึก “สี่ปีรัฐประหาร สี่เดือนราชประสงค์” ในวันที่ 19 กันยายนที่จะถึงนี้
และยังเป็นการออกตัวแก้ต่าง
หลังจากเกิดเหตุที่เชียงใหม่ มีการ์ด นปช. ถูกยิงด้วยปืนเอ็ม 16 อาการสาหัส เป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ว่ากลุ่มคนนอกเครื่องแบบตั้งหน่วยไล่ล่าออกข่มขู่คนเสื้อแดง มีการบุกเข้าค้นบ้านกำชับไม่ให้ทำการเคลื่อนไหวใดๆ
ทำให้โฆษกไก่อูเปิดแถลงข่าวขู่สื่อสิ่งพิมพ์หัวสีฉบับหนึ่งว่ารายงานข่าวบิดเบือน ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลง ซึ่งจะต้องมีการเตือน และอาจจะต้องแจ้งความดำเนินคดี หากยังไม่ยุติการกระทำดังกล่าวก็จะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย เช่นมีการสั่งปิดสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับดังกล่าว
ทั้งนี้ทั้งนั้นน่าจะเป็นท่าทีแข็งกร้าวมาดใหม่ของรัฐบาลเทพประทานสองประสาน พรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคภูมิใจไทยของนายเนวิน ชิดชอบ
หลังจากที่ ปชป. เอาชนะเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภาเขต (ส.ก.-ส.ข.) ได้อย่างท่วมท้น และ ภท. ก็ประสบความสำเร็จงดงามในปฏิบัติการ “ดูด” ส.ส. จากพรรคอื่นเข้าพรรคตนเป็นจำนวนมาก
ดั่งจะประกาศฝีไม้ลายมือให้ปรากฏจะแจ้งกันในทางการเมืองหลังสถานการณ์ชุมนุม ว่าไม่มีใครล้ำลึกในชั้นเชิงตาอยู่ชุบมือเปิบ ด้านได้อายอด เท่าพรรคแมลงสาบกับพรรคงูเห่า
ส่วนพวกของขึ้น หัวแข็ง อย่างเสื้อเหลือง เสื้อแดง น่ะไม่พอทำเนาหรอก
ดูได้จากการเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข. ที่เพิ่งผ่านไปเป็นอุทาหรณ์ เมื่อพรรคการเมืองใหม่จำใจต้องส่งผู้สมัครสี่สิบกว่าคนลงแข่งเพื่อทดสอบสายน้ำ โดยหวังว่าจะได้รับเลือกสัก 8 คนเก็บไว้เป็นทุนหาเสียงเมื่อการเลือกตั้งใหญ่มาถึง ผลปรากฏว่า กมม. ไม่ได้รับเลือกเลยแม้แต่คนเดียว
ตบหน้า (สุริ) ยะใส (กตะศิลา) เลขาธิการ กมม. ตัวอวดเก่ง สมดังคำท้าที่ศาสดาสูงสุดพันธมิตรฯ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พูดแตกหักเอาไว้ว่า “วันนี้ถึงเวลาต้องเลือกข้างแล้ว ไม่ใช่เลือกข้างว่ายืนเหลืองไม่ยืนแดง แต่แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องเลือกข้างเหมือนกัน คุณอยากได้ประชาธิปัตย์คุณไปอยู่ประชาธิปัตย์”
เป็นอันว่าคนกรุง ชนชั้นกลาง ดัดจริต สลิดดก ที่ไปออกเสียง 41-42 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่พอใจกับนักการเมืองรูปหล่อ ตระกูลผู้ดี มีมือที่มองไม่เห็นชักใยให้ท้าย มากกว่าเจ๊กกู้ชาติ (ทั้งที่ไม่มีอะไรจะต้องกู้) หรือพวกคลั่งชาติทวงโบราณสถาน (ทั้งที่ไม่มีทางได้)
ทำให้พันธมิตรเหลืองอ่อนเหลืองแก่ทั้งหลายต้องคิดหนักกับยุทธวิธีผิดพลาด ที่ถลำตัวเข้ามาเล่นการเมืองในระบอบรัฐสภา ทั้งที่เคยได้ดิบได้ดีด้วยการเมืองข้างถนน ตั้งตนเป็นข้ารับใช้ ขับไล่ไสส่งคู่แข่งสำคัญของอำมาตย์ และศักดินาจนสำเร็จ ลงท้ายกลับถูกแมลงสาบฉกเอาความชอบไปกินเสียฉิบ
ทำนองเดียวกับเมื่อครั้งพฤษภาทมิฬ 2535 ที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หมายใจจะได้เป็นขวัญใจประชาชนในการขับไล่เผด็จการทหาร รสช. แต่แล้วตนเองกลายเป็นผู้ร้ายไม่มากไม่น้อยไปกว่า พล.อ.สุจินดา คราประยูร เปิดโอกาสให้นักการเมืองอาชีพอย่างนายชวน หลีกภัย ฉกเอาชิ้นปลามันไปกิน
ด้วยวาทกรรมประดุจใบมีดกรีดหัวใจที่ว่า “จำลองพาคนไปตาย”
คราวนี้ก็เช่นกันมิควรที่สนธิจะไปอวดดีกับพรรคแมลงสาบขนาดนั้น นั่นเท่ากับเป็นการขุดหลุมให้เพื่อนร่วมพรรคไปตกหล่มโดยใช่ที่ แม้ว่าสนธิเองจะตัดช่องน้อยลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคไปก่อนนานแล้วก็ตาม ท่านศาสดาทำไปโดยไม่คิดถึงหัวอกพวกพ้องที่ต้องการแจ้งเกิดทางการเมืองในระบบเลือกตั้งกันบ้างเลย
อันที่จริงพรรค กมม. น่าจะใช้บทเรียนของจำลองมาเป็นตัวตั้งสำหรับวางยุทธวิธีการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยที่ทั้งพันธมิตรฯ และ ปชป. ต่างก็เป็นเสมือนบ่าวของนายเดียวกัน เฉกเช่นที่จำลอง และสุจินดาเป็นมาในอดีต ดังนั้นแทนที่จะงัดข้อหมายรอให้นายเรียกเข้าไปปรองดอง
ถ้า กกม. ทำตัวเป็นญาติผู้น้องของ ปชป. เสียแต่แรก อาจจะได้แจ้งเกิดในคราวนี้ไปแล้วก็ได้
ทางด้านพรรคเพื่อไทยของพวกไพร่รากหญ้าเสื้อแดงที่อยากได้ประชาธิปไตยแท้จริง อยากได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคตามระเบียบกฎหมายสากล แต่ถูกกล่าวหาว่าก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง กลับเสมอตัวได้ 15 ที่นั่งในสภา กทม. กับ 39 ที่ในสภาเขต เทียบไม่ติดกับ ปชป. ที่ได้ 45 ที่นั่ง กทม. และ 210 ที่นั่งเขตตามลำดับ
นี่ขนาดเป็นเต็งหนึ่งชนะใสมาแต่ไก่โห่แล้ว ยังไม่วายมีลูกไม้วิชามารให้เห็นจนได้ เมื่อประชาชนที่ไปสังเกตการณ์นับคะแนนที่เขตบางบอนจับภาพคลิปวิดีโอหลังปิดหีบเอาไว้ได้
ในคลิปเป็นภาพของชายสามคนในชุดราชการสีกากี หญิงสาวหนึ่งคนสวมกางเกงดำเสื้อขาว ต่างหิ้วถุงพลาสติกใสภายในเต็มไปด้วยบัตรลงคะแนนเลือกตั้งกันมาคนละสองสามถุง นำส่งให้แก่สตรีเจ้าหน้าที่เขตที่กำลังปิดหีบ มีการซักถามจากเจ้าหน้าที่ว่าบัตรมาจากไหนไม่มีใครตอบ ได้แต่พยายามจะยัดเยียดถุงเหล่านั้นเข้าไปรวมกับหีบบัตรของเขต
หลังจากที่เกิดการสับสนวุ่นวายอยู่สักพัก และพลเมืองดีได้ถ่ายภาพวิดีโอเหตุการณ์เอาไว้ ชายสองคนในกลุ่มที่นำถุงบัตรมาเพิ่มจึงตัดสินใจวิ่งหนีไป
เห็นชัดว่าเป็นการพยายามนำบัตรคะแนนเสียงที่มีการกาหมายเลขไว้แล้วมาใส่เพิ่มในหีบบัตรของเขตบางบอน อันเป็นกรรมวิธีโกงคะแนนเลือกตั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ในสมัยก่อนเรียกกันว่า “ไพ่ไฟ”
ถามว่าทำไมพรรค ปชป. จะต้องโกงเลือกตั้งทั้งๆ ที่เป็นต่ออยู่แล้ว ไม่ยากที่จะให้คำตอบหากติดตาม และศึกษาการใช้วิชามารนานพอสมควร ในเมื่อเขตบางบอนเป็นฐานเสียงหลักของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย
การทำให้ฝ่ายค้านแพ้เลือกตั้งในเขตอิทธิพลของเขาเองได้ ย่อมก่อผลทางจิตวิทยามากกว่าการชนะในเขตฐานเสียงของตนเองนับสิบเท่า เช่นเดียวกับการที่สามารถดึงสมาชิก และ ส.ส. ของฝ่ายตรงข้ามให้แปรพักตร์เข้ามาร่วมกับฝ่ายตนยามเมื่อน้ำขึ้น
จึงปรากฏมี ส.ส.เพื่อไทยกลุ่มหนึ่งชักแถวแปรพักตร์ไปตามแรงดูดของพรรคภูมิใจไทย คู่หูสำคัญในพรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้ แม้จะรู้ๆ กันดีว่าเมื่อห่างเหินนายใหญ่ ส.ส.งูเห่าอย่าง จุมพฏ บุญใหญ่ แห่งสกลนคร ปรพล อดิเรกสาร แห่งสระบุรี วุฒิชัย กิตติธเนศวร แห่งนครนายก และปิยะรัช หมื่นแสน ล้วนฝักใฝ่อยู่กับนายห้อยก็ตามที
หากแต่การกระโดดข้ามเรือของอีกสอง ส.ส. จากสมุทรปราการ อันมีกรุง ศรีวิไล หรือนายนที สุทินเผือก และนายจิรพันธุ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ เป็นผลพวงของแรงดูดล้วนๆ ตามคำสารภาพของกรุงที่บอกว่า “เป็นฝ่ายค้านวันนี้แล้วได้อะไร” และ “ผมขายตัวเพราะผมอยากมีผลงาน”
ในเมื่อนายห้อยให้คำมั่นสัญญาเป็นกอบเป็นกำดังที่กรุงเล่าว่า “คุณเนวิน กับคุณอนุทินบอกเลยว่าถ้าพี่ตัดสินใจมาอยู่กับเรา งบฯ ทุกงบฯ พี่บอกมาเลย ถ้าผมช่วยได้ผมช่วยเต็มที่”
มันช่างเป็นประโยคทองของการเมืองไทยเสียนี่กระไร เว้นแต่ว่าน่าฉุกคิดดังถ้อยวลีสัพยอกของนักธุรกิจอสังหาฯ ที่กว้างขวางอยู่ในสังคมออนไลน์ “เฟชบุ๊ค” อย่าง ดร.โสภณ พรโชคชัย เขียนโพสต์ไว้ว่า “ตกลงศาลอนุญาตให้ท่านเนวินเล่นการเมืองแล้วหรือครับ (ฮา)”
ศาลจะอนุญาตให้นายห้อยเล่นการเมืองได้แล้วหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าเวลานี้เนวินเป็นบ่าวที่ไว้วางใจของนายคนเดียวกับที่อภิสิทธิ์คอยรับธงอยู่ตลอดเวลา
หากถามคนที่เชี่ยวกับแวดวงในของการเมืองไทยก็จะได้คำตอบชัดเจนว่า “สวนกุหลาบคอนเน็คชั่น” นั้นไหลลึกเสียยิ่งกว่าสงขลาคอนเน็คชั่น และทหารม้าคอนเน็คชั่น
ยิ่งถ้าใครได้อ่านข่าวเรื่องพายุพัดแรงขณะพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีกำลังให้โอวาทแก่นักเรียนดีเด่นในจังหวัดสงขลา ลมแรงมากขนาดพัดเอาเต็นท์ที่พักนักเรียนพังลง ทำให้ป๋าเปรมจำต้องยุติการให้โอวาทลงกลางคัน
แต่นั่นหลังจากท่านประธานองคมนตรีได้กล่าวถ้อยคำอันน่าบันทึกจดจำไปมากแล้ว รวมทั้งประโยคที่บอกว่า “เด็กคนแรกที่ผมดูแลขณะนี้เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์”