ประโยคข้างต้นเป็นข้อความที่นักเล่นเว็บคนหนึ่งซึ่งอ้างว่าไม่ใช่เสื้อแดงเปิดฉากบ่นเมื่อตอนต้นอาทิตย์นี้ ด้วยความอึดอัดที่หนังสือพิมพ์หลายฉบับประโคมข่าวดังกับว่าการนัดชุมนุมต่อต้านอำมาตยาธิปไตยโดยแนวร่วมคนเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยระหว่างวันที่ 12 ถึง 14 มีนาคมนี้
เป็นสามวันที่กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศ มหาสถานอมรพิมาน อวตารสถิตฯ กำลังจะถูกโจมตีโดยกองทัพของผีห่าซาตานอะไรสักอย่าง
หนังสือพิมพ์ที่นักเล่นเว็บผู้นี้อ้างถึงก็คือ คม ชัด ลึก ของเครือเนชั่นในการควบคุมของนายสุทธิชัย หยุ่น ผู้ซึ่งการเติบโตทางธุรกิจสื่อของเขาเกิดจากการรับงานสัมปทานผลิตข่าวโทรทัศน์ของรัฐช่อง 3 5 7 9 และมีน้องชายสายเลือดเดียวกัน (จีนปนพม่า) ชื่อ เทพชัย หย่อง รับหน้าที่กำกับบริหารทีวีช่องทีพีบีเอส
ทั้งหมดนี้ด้วยความเมตตากรุณาจากป๋า
อย่าว่าแต่คนในกรุงเทพฯ เลยที่ต้องตื่นตระหนกอกสั่นกับการปั่นข่าวของหยุ่น ผมนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในแอลเอ ก็ยังได้รับแรงกระแทกจากกระบวนการคัดข่าวดังกล่าวส่งต่อๆ กันไปเป็นอี-เมล์ลูกโซ่ (ก็เคยบอกแล้วไงว่าผมมีเพื่อนเป็นเสื้อเหลืองอยู่ไม่น้อยทีเดียว)
เนื้อหาคร่าวๆ ของข่าวเป็นการอ้างรายงานของหน่วยงานความมั่นคง ระบุแผน “ลั่นกลองศึก เขย่าขวัญอำมาตย์” (คำของเขานะ) ว่าคนเสื้อแดงนัดกันตามจุดต่างๆ 6 แห่งในกรุง และอีกสองสามแห่งรอบกรุง ที่ข่าวบอกว่า “กำลังคิดการใหญ่ ปล่อยเกาะเมืองหลวง” (คำของเขาอีกเช่นกัน)
ปิดท้ายรายงานข่าวเป็นการใส่อารมณ์ตามแบบฉบับ “โล้นซ่าส์” ว่า “ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ตระเตรียมแผน ซ้อมกันก็หลายยกแล้ว จะจัดการอย่างไร จะปล่อยให้คนเหล่านี้ใช้กำลังปิดล้อมจนชาวบ้านเดือดร้อนกันหรือไม่ แล้วเมื่อปิดล้อมแล้วก็ไม่รู้ว่าจะก่อเหตุอะไรขึ้นมากกว่านั้น”
นี่แหละครับย่อหน้าทองของข่าวที่ทำให้ผู้มีพิจารณญาณมากมาย เกิดอาการกระวนกระวาย ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความหวั่นไหวว่าสื่อไทยกลายเป็นสื่อเสี้ยมไปเสียแล้ว
แม้กระทั่งอาจารย์มหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่ง เกิดความวิตกจนต้องปรึกษาหารือกันทางอินเตอร์เน็ตว่า “เราควรจะประกาศจุดยืนบางประการก่อนการชุมนุมใหญ่ของนปช.” ที่บังเอิญหลุดมาถึงผมด้วย ดังได้คัดข้อความตอนหนึ่งมาแปะให้ชมกันแจ้งๆ ดังนี้
“ขณะที่ทุกวันทั้งรัฐและสื่อกระแสหลักต่างรุมโหมประโคมข่าวสร้างภาพให้การชุมนุมครั้งนี้เป็นเสมือนภัยร้ายแรงของชาติ ทั้งร่วมกันกระพือความหวาดกลัวต่างๆ นานาอันจะมาจากการชุมนุมครั้งนี้ ทั้งนี้เพื่ออาจจะหวังผลสร้างความชอบธรรมในการที่รัฐจะใช้อำนาจเด็ดขาดปราบปรามผู้ชุมนุม”
ผมคิดว่าการปรึกษาหารือของอาจารย์มหาวิทยาลัยดังกล่าวกระจายไปในหลายๆ คณะวิชา แต่ว่ามีแถลงการณ์ฉบับหนึ่งออกมาโดยคณาจารย์รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า “จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องผ่านเหตุการณ์ข้างหน้านี้ไปให้ได้ด้วยสติ ปัญญา ความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมชาติที่คิดเห็นแตกต่างจากเราทุกฝ่ายโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ”
คณาจารย์รัฐศาสตร์เสนอแนวปฏิบัติแก่ทุกฝ่ายสามอย่าง คือให้ใช้สิทธิการชุมนุมประท้วงโดยปราศจากความรุนแรง ส่วนทางฝ่ายผู้รักษากฎหมายก็ขอให้ละเว้นการปราบปรามโดยเข่นฆ่า และข้อสำคัญท้ายสุดขอให้หาทางออกทางการเมืองโดยไม่ต้องทำรัฐประหาร
ในทางส่วนตัวผมบอกตามตรงว่า ฉงนกับแถลงการณ์ดังกล่าวพอควร เพราะทราบว่ามีอาจารย์เสื้อเหลืองอยู่ในคณะรัฐศาสตร์ มธ. ไม่น้อย มิหนำซ้ำในระดับมหาวิทยาลัยเอง มธ. เวลานี้มีอธิการบดีที่สนับสนุนการรัฐประหารของ คมค. เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อย่างออกนอกหน้า
ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นั้นเพิ่งแสดงความเห็นย้ำการสนับสนุนรัฐประหาร 49 อีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของการผลัดกันออกมาแสดงตนปกป้องระบอบอำมาตยาธิปไตย (ที่เสื้อแดงต่อต้าน) ของนักวิชาการเสื้อเหลือง (ก่อนหน้านั้นไม่นานเป็นคิวของ ชัยอนันต์ สมุทรวนิช)
ในส่วนของ ดร.สุรพล นอกจากจะแสดงตนเป็นสมุน คมช. แล้วยังมีชื่อเสียมาก่อนในฐานะนักวิชาการ ม.7 หรือผู้สนับสนุนการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีแทนการเลือกตั้ง
ซึ่งขณะนั้นพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า ไม่อยู่ในขอบข่ายพระราชอำนาจที่จะทรงทำได้
การแสดงจุดยืนทางการเมืองของอธิการบดีธรรมศาสตร์ต่อสาธารณะครั้งล่าสุด ก่อให้เกิดการโต้แย้งอย่างรุนแรงในทางสาธารณะ และเป็นที่กล่าวขวัญครึกโครมทางสื่อสิ่งพิมพ์ หนักที่สุดเป็นข้อวิพากษ์จากนักศึกษาปีสอง ภาควิชากฎหมายปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง ชื่อนายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
นายพุฒิพงศ์จั่วหัวการวิพากษ์ของเขาไว้อย่างเร่าร้อนว่า คำสัมมนาที่มหาวิทยาลัยรังสิตเรื่องแนวทางปฏิรูปประเทศไทยของ ดร.สุรพล เป็นความ “โคตรมักง่าย” และ“ยอดห่วยทางวิชาการ” แต่เขาก็ใช้หลักวิชากฎหมายมหาชนโต้แย้ง ดร.สุรพลทุกๆ ประเด็น
ไม่ว่าจะเป็นข้อที่อธิการฯ เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มาจากคณะรัฐประหาร คมช. ว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ก็มาจาก รสช. ข้อนี้นักศึกษาปีสองโต้ว่า รธน. 40 เกิดขึ้นตามกระบวนการรัฐธรรมนูญเดิมก่อนหน้านั้น ไม่ได้มาจากการฉีกรัฐธรรมนูญเดิมโดยคณะรัฐประหารอย่าง รธน. 50
ส่วนประเด็นที่ ดร.สุรพลอ้างว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็เป็นการชิงอำนาจจากกษัตริย์ ในเมื่อได้รับความชอบธรรมตามมา การรัฐประหาร 2549 ก็ควรได้รับเช่นกัน แต่นายพุฒิพงศ์ชี้ถึงหลักกฎหมายมหาชนเกี่ยวกับ Due Process of Law ที่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในปี 2550 ไม่มีเหมือนที่คณะราษฎรเปลี่ยนการปกครองในลักษณะ Revolution ไม่ใช่แค่ Cuop de’tat
นี่แสดงให้เห็นว่าการบิดเบือนทางวิชาการให้เป็นประโยชน์แก่การใช้อำนาจนอกเหนือกฎหมายในทางปกครองอย่างเช่นนักวิชาการกฎหมายมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่เบิร์กลี่ย์กระทำ เพื่อสนับสนุนการทรมานนักโทษอัลไคด้าในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช นั้น
แม้ในประเทศไทยก็ยังมี นศ. ปีสองสามารถจับเท็จได้
จากนั้นก็มีบทความของนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่กล่าวว่า ดร.สุรพลบิดเบือนทางความคิด และทุจริตทางวาจา และผู้ที่ทนไม่ไหวต้องออกมาวิจารณ์จุดยืนของอธิการบดี มธ. ในทางสาธารณะอีกคนคือ นายอภิชาติ สถิตนิรมัย จากคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ที่ไม่วิจารณ์อะไรมากนอกจากย้ำเตือนให้ ดร.สุรพลรักษาความคงเส้นคงวาของตนไว้
ในเมื่ออีกไม่นานจะครบวาระตำแหน่งอธิการบดีแล้ว คงจะไม่รับตำแหน่งซ้ำเป็นสมัยที่สาม โดยรับเพียงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำธรรมดาๆ ตามที่ปวารณาไว้ แล้วยังขอให้มีใจเข้มแข็งพอที่จะไม่รับตำแหน่งใดๆ ภายนอก ตามคติธรรมของผู้นำธรรมศาสตร์ที่จะไม่ใช้ตำแหน่งอธิการบดีสำหรับไต่เต้า แสวงหาอำนาจและสิ่งตอบแทนอื่นใด
นอกจากสื่อรับใช้อำมาตย์เสี้ยมให้เกิดความรุนแรง และนักวิชาการสมุนคณะรัฐประหาร เป็นเสนียดแก่แวดวงการศึกษาแล้ว รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังประโคมให้การชุมนุมของเสื้อแดงกลายเป็นสถานการณ์วิกฤติให้จงได้ มีการจัดเตรียมกำลังทหารสนธิตำรวจไว้ถึง 5 หมื่นเพื่อรับมือการชุมนุมด้วยอำนาจเด็ดขาดของพระราชบัญญัติความมั่นคงที่ประกาศใช้
เป็นผลให้มีคำเตือนจากสายการนำต่อผู้ที่จะเข้าร่วมชุมนุมให้คอยระแวดระวังตัวการก่อเหตุ โดยเฉพาะหากมีเรื่องฉุกเฉินขอให้ตั้งอยู่ในความสงบอย่าใช้ความรุนแรง เช่น อาจมีคนโวยวายตีโพยตีพายว่าแกนนำถูกจับแล้วก็อย่าเชื่อจนกว่าจะมีการประกาศจากกองกลางเท่านั้น
นอกจากนั้นสมาชิกสภาฯ พรรคเพื่อไทยสองคนจากเชียงใหม่ และสมุทรปราการยังได้ออกมาแนะให้ผู้ร่วมชุมนุมใช้โทรศัพท์มือถือคอยถ่ายภาพบันทึกเหตุการณ์ไว้ เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้นให้เอาโทรศัพท์นั้นฝังดินเพื่อที่จะสามารถขุดมาใช้เป็นหลักฐานได้ภายหลัง
นี่แสดงว่าภายในขบวนเสื้อแดงก็ระแวงการแทรกซ้อนสร้างสถานการณ์ของมือที่สามอยู่เหมือนกัน
การที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ปูดว่าระเบิดเอ็ม 67 และกระสุนปืนเอ็มเคหายไปจากคลังแสงกองทัพภาค 4 จังหวัดพัทลุงเป็นจำนวนมาก เป็นความพยายามแสดงให้เห็นการชุมนุมของเสื้อแดงครั้งนี้เป็นไปตามหลักการสันติเช่นเคย
แต่ก็ยังไม่วายมีเหตุการณ์ไม่น่าไว้วางใจจากพวกที่ไม่ใช่เสื้อแดง โดยเฉพาะเมื่อโฆษกกองทัพบกยอมรับว่า คนในกองทัพนั่นเองที่ขโมยระเบิด และกระสุนเหล่านั้น
อีกทั้งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการโหมกระหน่ำพูดส่อเสียดให้ร้ายการชุมนุมครั้งนี้โดยทีมโพเดี้ยมของนายกฯ เป็นปัจจัยกระตุ้นอันสำคัญถ้าจะเกิดความรุนแรงถึงเสียเลือดเนื้อขึ้นจริง
การให้ข่าวเพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่การชุมนุมกระทำอย่างไม่ลืมหน้าลืมหลังจนกระทั่งเป็นเรื่องชวนหัวไปก็ยังมี ดังกรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส. พิษณุโลก พรรค ปชป. รองโฆษกประจำตัวนายกฯ บอกกับนักข่าวว่ารัฐบาลได้สั่งรถดับเพลิง และขอให้ประชาชนใกล้ที่ชุมนุมเตรียมน้ำไว้ล้างอุจจาระที่คาดว่าผู้ชุมนุมจะใช้ปาเข้าใส่สถานที่ราชการใน กทม.
สำหรับผู้ที่ไม่เข้าใครออกใครในความขัดแย้งการเมืองเหลืองแดง คงจะหวังให้การชุมนุมสามวันผ่านไปอย่างเรียบร้อยปราศจากการเสียเลือดเนื้อ แต่ถ้าบอกว่าเสื้อแดงควรจะยุติประท้วงทุกอย่างจะจบละก็ พวกนี้ต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งในสาม ส.
คือพวกสื่อเสี้ยม นักวิชาการเสนียด หรือไม่ก็โฆษกส่อเสียด.