จึงก่อให้เกิด “โครงการเลี้ยงไก่ไข่ เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ริเริ่มโดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ดำเนินโครงการด้วยการให้ทุนในการเลี้ยงไก่ยังโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศประมาณ 300 โรงเรียน มีนักเรียนมากกว่า 7 หมื่นคน ได้รับประทานไข่ไก่ อาทิ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนในสังกัดสพฐ.(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ) หนึ่งในโรงเรียนในสังกัดสพฐ. ได้แก่ โรงเรียนบ้านแหลมจาก (รักเมืองไทย 27) ตั้งอยู่หมู่ 6 ต.ปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ก็ได้เข้าร่วมโครงการนี้มานานนับ 12 ปีแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีโครงการดีๆ อย่าง “จากอาชีพสู่การอนุรักษ์” ริเริ่มโครงการ ณ ต.ปากรอ อ.สิงหนคร ซึ่งนับเป็นพื้นที่ระดับตำบลที่ยากจนที่สุดของ จ.สงขลา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ จึงเกิดแนวความคิดที่จะแก้ไขปัญหาความยากจน โดยร่วมมือกับหน่วยงานราชการและเอกชน อาทิ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ฯลฯ ช่วยกันพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม รวมทั้งการพัฒนาด้านสังคมและชุมชนเพื่อทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
ปัจจุบันประชาชนที่ อ.สิงหนคร มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะเน้นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ การอยู่แบบพอเพียงมาใช้ จนประชาชนมีรายได้ต่อครัวเรือนราว 2.2 หมื่นบาทต่อครัวเรือนต่อเดือน พอจะเป็นตัวอย่างที่ให้จังหวัดอื่นๆ นำไปเป็นแบบอย่างในการพัฒนาอาชีพต่อไป
ปัญหาสภาพดินกร่อย
โครงการจากอาชีพสู่การอนุรักษ์ เริ่มเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ภายใต้แนวคิดพัฒนาด้านสังคมและชุมชนเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยร่วมกับมูลนิธิพัฒนาชนบท โดยดำเนินงานต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2540 โดยเน้นการพัฒนาตามรูปแบบหมู่บ้านพอเพียง ควบคู่กับการเกษตรผสมผสาน อาทิ การเลี้ยงปลากะพงขาวและปลาทับทิม การปลูกผักปลอดสาร การเลี้ยงไก่พื้นเมือง ตลอดจนการส่งเสริมการรวมกลุ่มออมทรัพย์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แต่การดำเนินโครงการประสบปัญหาหลายด้านตลอด 10 ปี ได้แก่ สภาพดินส่วนใหญ่เป็นดินเปรี้ยว การขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตร คุณภาพน้ำในทะเลสาบสงขลามีการเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับฤดูกาล เช่น กรด กร่อย และเค็ม ส่วนใหญ่น้ำจะขุ่นและมีน้ำเสีย ประกอบกับการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลา คุณภาพน้ำเข้าสู่วิกฤต ทำให้สัตว์น้ำลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่ออาชีพประมง ราษฎรมีรายได้ต่ำและไม่แน่นอน อาชีพทำการประมงแต่เก่าก่อนเพียงอาชีพเดียวของชาวบ้านต้องชะลอลง ราษฎรขาดความรู้และทักษะด้านอาชีพอื่นๆ ในการประกอบอาชีพ มีเงินทุนน้อย มีปัญหาหนี้สินครัวเรือนสูง ชอบเสี่ยงโชค ปัญหาของโครงการประสบปัญหาหนักเมื่อปี 2548 ด้วยวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ภาวะเศรษฐกิจรุมเร้า ทำให้หลายครอบครัวต้องอพยพไปขายแรงงานต่างถิ่น ดังนั้นการทำงานเพื่อส่วนรวมหรือช่วยเหลือสังคมภายในหมู่บ้านขาดหายไป
ชาวบ้านปากรอจึงเริ่มลุกขึ้นมาพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ร่วมกันคิดหาทางแก้ไขปัญหาโดยเน้นการพึ่งพาตนเอง จัดประชุมรวบรวมความคิด กำหนดวิสัยทัศน์ มองปัญหาเป็นบทเรียนและมองศักยภาพตลอดจนมองหาโอกาสในอนาคต ผลของการสามัคคีระบบความคิดของชาวบ้าน ได้วิธีแก้ไขปัญหาคือชาวบ้านปากรอต้องเปลี่ยนแปลงจากการเน้นด้านอาชีพสู่การอนุรักษ์ สร้างชุมชนให้น่าอยู่ ใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นมาเป็นกลไกขับเคลื่อน โครงการอาชีพสู่การอนุรักษ์ ที่ร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐบาล เอกชน จึงเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา
หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง
หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง คือธงใหม่ของหมู่บ้านปากรอ ที่เป็นชุมชนตัวอย่างในการแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวบ้าน โดยเน้นที่ครอบครัวที่มีความพร้อมสามารถเป็นครอบครัวตัวอย่างก่อนขยายผลลดต้นทุนเพิ่มรายได้ โดยทำบัญชีครัวเรือนลดรายจ่ายของครอบครัว ด้วยการปลูกผักสวนครัวภายในบ้าน เมื่อเหลือกินค่อยนำไปขายนำรายได้เพิ่มสู่ครอบครัว
พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและจุดจำหน่าย สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น เช่น ผลผลิตทางการเกษตร กุ้ง ปลา ตาลโตนด มีการพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพสิ่งแวดล้อม เช่น การเลี้ยงปลาทับทิมในบ่อ เลี้ยงไก่พื้นบ้าน พัฒนาชุมชนตั้งเป็นตำบลแห่งการเรียนรู้ สร้างเครือข่ายปลูกฝังค่านิยมการรักสามัคคี ลบภาพความขัดแย้งชุมชนในอดีต
อดีตผู้ใหญ่บ้าน ต.ปากรอ วัย 66 ปี นิยม นัวงาม ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่อดีตเขาคือส่วนหนึ่งของผู้ที่ริเริ่มโครงการ ก็ผ่านการล้มลุกคลุกคลานและลองผิดลองถูก แต่ในที่สุดความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็ดีขึ้น ปรับวิถีชีวิตตัวเอง รักธรรมชาติ รู้จักปลูกพืชผักปลอดสารพิษไว้รับประทานเอง เมื่อมีเหลือค่อยวางจำหน่าย นำรายได้สู่ครอบครัว สิ่งที่ทำให้การทำงานทุกอย่างประสบความสำเร็จมาจากความสามัคคีและความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการทำงานเลยทีเดียว
“เมื่อก่อนมีชาวบ้านอยู่ที่หมู่บ้านปากรอประมาณ 60 ครัวเรือน ปัจจุบันเหลือประมาณ 30 ครัวเรือน เพราะธรรมชาติเสียหายไม่มีอาชีพประมงทำ แต่เมื่อมีโครงการนี้ชาวบ้านก็ช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติ รู้วิธีอยู่กับธรรมชาติโดยไม่เบียดเบียน ทุกอย่างก็ดีขึ้น รู้จักปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ มีผลผลิตไว้รับประทานเอง ชาวบ้านรักและสามัคคีกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี” อดีตผู้ใหญ่บ้าน ต.ปากรอ กล่าว
เลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน
ด้วยความห่วงใยในภาวะโภชนาการของเยาวชน และความห่วงใยในสิ่งแวดล้อมรอบตัวของผู้บริโภคในชุมชน ก่อให้เกิดโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ในรูปแบบเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการการเลี้ยงไก่ไข่ สนับสนุนงบก่อสร้างโรงเรือนไก่พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายหมุนเวียนสำหรับการเลี้ยงรุ่นแรก ได้แก่ ไก่รุ่นแรก อาหารสัตว์ และการให้คำแนะนำการดูแลอย่างใกล้ชิดจากสัตวบาลตลอดระยะเวลาการเลี้ยงไก่ไข่แต่ละรุ่น (ไก่ 1 รุ่น ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 14 เดือน ที่ให้ผลผลิตไข่ จากนั้นไก่จะถูกขายคืนให้ซีพีเอฟ) เพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถสร้างผลผลิตไข่ไก่ในโรงเรียนได้ และนำผลผลิตส่วนหนึ่งมาประกอบเป็นอาหารกลางวัน ในบางโรงเรียนสามารถนำไข่ไก่บางส่วนที่เหลือจากการบริโภคนำไปจำหน่ายเพื่อหารายได้ จัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินโครงการอื่นๆ ต่อไปอย่างต่อเนื่อง
ด้านโรงเรียนเอง มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการอย่างเป็นรูปธรรม มีครูรับผิดชอบการดูแลเลี้ยงไก่ มีการเลี้ยงไก่อย่างถูกหลักวิชาการทั้งด้านการให้อาหาร น้ำ การให้วัคซีน การทำความสะอาดโรงเรือน อุปกรณ์ การซ่อมแซมโรงเรือน ที่สำคัญโรงเรียนต้องนำไข่ไก่มาทำอาหารกลางวันให้นักเรียนบริโภคอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน
“จริงๆ แล้วครูคณะก่อนมีการอบรมโภชนาการเฉพาะครู เพื่อนำไปถ่ายทอดต่อ สองมีการอบรมเรื่องระบบป้องกันภัยเช่นการป้องกันโรคระบาดในสัตว์ สุขลักษณะ ความสะอาดของคอกไก่ สามมาตรฐานการเลี้ยงดูต้องได้มาตรฐาน ไก่ไม่ควรตายมากกว่า 8 % ไก่ 1 ตัว ควรให้ไข่ 300 ฟอง ต่อ 14 สัปดาห์ ขนาดโรงเรือน 5 X 6 เมตร” สุปรี เบ้าสิงห์สวย ผู้จัดการมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท กล่าว
 |
| ชาญวิทย์ รัตนชาติ ผู้จัดการทั่วไป-ผู้ดูแลโครงการฯ |
หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ คือ โรงเรียนแหลมจาก (รักเมืองไทย 27) สร้างบนพื้นที่นับ 15 ไร่ เปิดสอนตั้งแต่อนุบาลจนถึงชั้นประถม 6 เริ่มแรกที่ก่อตั้งโรงเรียนตั้งแต่ปี 2472 มีนักเรียนทั้งสิ้นประมาณ 150 คน ปัจจุบันการปรับปรุงโรงเรียนใหม่ มีการพัฒนาที่ดินของ ต.ปากรอ ตามแนวคิดของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งสิ้น 57 คน นับรวม 12 ปี ที่โรงเรียนแห่งนี้ร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน มีการเลี้ยงไก่ไปแล้ว 10 รุ่น แต่อาจารย์ชาตรี หอมจันทร์ เข้ามารับหน้าที่ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแหลมเมื่อ 4 ปีที่แล้ว สมัยก่อนเลี้ยงไก่รุ่นหนึ่งประมาณ 300 ตัว แต่เมื่อโรคไข้หวัดนก โรงเรียนจึงป้องกันโรคด้วยการลดจำนวนเลี้ยงลงเหลือ 160 ตัว เพื่อลดความแออัดของคอกเลี้ยงไก่
“การเลี้ยงไก่อยู่ในวิชาแผนโครงงานพื้นฐานอาชีพ ฝึกให้เด็กรู้จักความรับผิดชอบ โดยให้เด็กชั้นประถม 4 ถึงประถม 6 ซึ่งมีประมาณ 8 คน ผลัดเปลี่ยนหน้าที่กันมาดูแลไก่ ฝึกให้อาหารไก่ นอกจากนี้หารายได้ระหว่างเรียน แต่รายได้อาจน้อยหน่อยเพราะเราเลี้ยงจำนวนน้อย เน้นรับประทานภายในโรงเรียนและนำไปจำหน่ายให้ร้านค้าทำขนม ร้านอาหารในละแวกโรงเรียน เรายังมีโครงการสอนให้เด็กปลูกผักไร้ดินรับประทานเอง และยังมีโครงการเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ เพื่อฝึกให้เด็กทำอาชีพหาเลี้ยงตัวเองได้”
หน้าที่ของเด็กๆ คือ ทุกวันเวลา 07.30 น. เด็กๆ มีหน้าที่เก็บไข่ไก่ ลงบันทึกจำนวนไข่ไก่ที่เก็บได้ ให้อาหารไก่ จากนั้นทำความสะอาด ตอนเย็นก็เข้ามาให้อาหารไก่อีกรอบหนึ่ง แล้วค่อยกลับบ้าน หากเป็นวันอังคารและวันพฤหัสบดีซึ่งเป็นวันต้องกินเมนูไข่ เด็กๆ จะนำไข่ไก่มาให้ในครัวเพื่อประกอบอาหารกลางวันให้เด็กๆ ได้รับประทาน” สิ่งที่เด็กๆ ได้จากการเลี้ยงไก่คือ รู้วิธีดูแลและให้อาหารไก่ รวมทั้งดูแลสุขลักษณะคอกเลี้ยงสัตว์ การเก็บรักษาไข่ไก่ มีเรื่องพูดคุยกับพ่อแม่เกี่ยวกับกิจกรรมที่เขาทำ ฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัยและความรับผิดชอบจะดีมาก เพราะเด็กได้ฝึกทำงานและเรียนหนังสือไปด้วย ที่สำคัญเด็กจะรู้จักการทำงานเป็นทีม เป็นต้น
เมนูไข่อาหารกลางวันเด็ก
โดยเฉลี่ยเด็กๆ ควรบริโภคไข่ไก่เฉลี่ยคนละ 3 ฟอง ต่อสัปดาห์ นอกจากทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว เด็กยังได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเกษตร ส่วนหนึ่งของวิชาส่งเสริมประสบการณ์ชีวิต และอาชีพ เกิดการเรียนรู้และทักษะจากการปฏิบัติจริง นำไปเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ต่อไปในอนาคต
อาจารย์ชาตรี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแหลมจากฯ บอกว่า ในวันหนึ่งๆ ไก่สามารถออกไข่ได้ประมาณ 130 ฟองต่อวัน ทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดีจะกำหนดให้เด็กๆ ทั้ง 57 คน รับประทานเมนูไข่ โดยมีการปรับประยุกต์ให้เป็นอาหารน่ารับประทานยิ่งขึ้น เช่น ไข่ลูกเขย ไข่พะโล้ ผัดผักกับไข่ ไข่ดาว เป็นต้น “โรงเรียนมีนโยบายให้เด็กๆ ได้รับประทานไข่ไก่ประมาณ 114 ฟอง ถึง 171 ฟองต่อสัปดาห์” ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแหลมบอก สุปรี ผู้จัดการมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท เล่าว่า อยากส่งเสริมให้เด็กได้บริโภคไข่ที่บ้านด้วย ทั้งในวันหยุด วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันปิดภาคเรียน ผลจากการรับประทานไข่ไก่ เด็กๆ มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีส่วนสูงเป็นไปตามเกณฑ์อายุที่เหมาะสม
ด้านนักเรียนชั้นประถมที่มีหน้าที่ดูแลและเลี้ยงไก่ไข่ เกียรติศักดิ์ สงเทระ วัย 12 ปี และศุภฤกต เปล่งจำรัส นักเรียนชั้นประถม 6 ช่วยกันเล่าว่า พวกเขามีหน้าที่ดูแลให้อาหารไก่ คือ รำกับหัวอาหาร และเก็บไข่ทุกๆ วัน โดยสลับเปลี่ยนเวรกันมาทำหน้าที่ในทุกๆ เช้าก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ ตอนช่วงเย็นต้องมาให้อาหารไก่และน้ำอีกรอบ หมุนเวียนกันไปทุกๆ วัน ตลอดสัปดาห์ โดยเมนูที่เด็กๆ ชอบรับประทานคือไข่ลูกเขยมากที่สุด ชอบเมนูไข่เพราะรู้ว่าดีและมีประโยชน์ รสชาติก็อร่อย โตขึ้นเขาจะเลี้ยงไก่เป็นอาชีพ เพราะไก่นั้นเลี้ยงง่าย เด็กๆ ตอบด้วยรอยยิ้ม