Login
 
 

จับกระแส
โดย...ไทยภักดิ์ รักถิ่นไทย 







ต่างคนต่างมอง


เมื่อพลบค่ำของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ตามเวลาในประเทศไทย และย่ำรุ่งของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ตามเวลาของรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ที่ติดตามคดียึดทรัพย์คุณทักษิณจำนวน 7 หมื่น 6 พันล้าน คงได้รับทราบคำตัดสินกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า องค์คณะผู้พิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ใช้เวลาร่วมแปดชั่วโมงอ่านคำพิพากษาโดยสรุปคำตัดสินออกมาว่า ให้ยึดทรัพย์ของคุณทักษิณจำนวน 46,373 ล้านบาทเป็นของแผ่นดิน และคืนทรัพย์สินให้คุณทักษิณจำนวน 30,247 ล้านบาท

ก่อนจะเริ่มอ่านคำพิพากษา และหลังจากทราบคำตัดสินกันแล้ว คนที่สนใจคดีนี้ต่างมีความคิดความเห็นแตกต่างกันออกไปหลายแง่หลายมุม ตามเหตุผลและอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป

ชาวเสื้อเหลืองบางส่วน ยังไม่พอใจคำตัดสินที่ออกมาอย่างนี้ โดยมีความเห็นว่าสมควรยึดทรัพย์สินทั้งหมด รวมทั้งส่วนที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับธุรกิจต่างๆ ที่คุณทักษิณได้ใช้อำนาจหน้าที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวและพรรคพวกบริวารแสวงหามาในสมัยที่ยังเรืองอำนาจ เพราะได้ทราบว่ายังซุกซ่อนอยู่ในที่ต่างๆ อีกหลายแสนล้านบาท สาวไปถึงไหนต้องยึดไปถึงนั่นอย่าได้ประหวั่นพรั่นพรึง

ชาวเสื้อเหลืองที่พอใจกับคำตัดสินก็ให้เหตุผลว่า ศาลจะตัดสินออกมาว่า จะยึดทรัพย์เท่าไรต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลและหลักฐานที่เป็นจริง เมื่อศาลสามารถค้นพบว่า หลักฐานการใช้อำนาจหน้าที่ของคุณทักษิณเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและวงศ์ตระกูลมีเพียงแค่นี้ ก็ต้องยึดเพียงแค่นี้ แต่สิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินจำนวนดังกล่าวก็คือ ประชาชนทั่วประเทศจะได้ทราบกันว่า นักการเมืองขี้โกงที่ชาญฉลาดเขาจะใช้อำนาจหน้าที่ทำมาหาเงินของแผ่นดินเข้าพกเข้าห่อของตนเองและครอบครัวกันอย่างไร ใครที่ยังหลงละเมอเพ้อพกว่า คุณทักษิณเป็นนักการเมืองที่เสียสละและอุทิศตนเพื่อคนยากคนจนนั้น แท้จริงแล้ว เบื้องหลังเขาได้รับผลตอบแทนอะไร คำพูดที่เขาท่องบ่นบ่อยๆ ว่า รวยแล้วไม่โกงจริงหรือเท็จมากน้อยเพียงใด โครงการแปดหมื่นหมู่บ้านแปดหมื่นล้านที่คุณทักษิณกระจายออกไปเพื่อให้คนยากคนจนได้มีโอกาสสร้างธุรกิจชุมชนนั้น ประชาชนได้รับส่วนแบ่งทุนกันคนละไม่ถึงห้าพันบาท แต่คุณทักษิณและครอบครัวกลับมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเห็นกันชัดๆ คนหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่าห้าพันล้านบาท เป็นรายได้ที่ห่างกันอย่างลิบลับ

ที่คุณทักษิณคุยนักคุยหนาว่า ตนเองเป็นนายกฯแล้ว คนจนจะหมดไปนั้นน่าจะเป็นความจริง แต่ไม่ใช่ประชาชนทั่วๆ ไปที่จะรวยขึ้น นอกจากคุณทักษิณและครอบครัวนั้นแหละจะไม่มีวันพบกับความจนอีก นี่ก็ถือว่าเป็นความจริงส่วนเล็กๆ เพียงส่วนเดียวที่ประชาชนมีโอกาสได้รู้ได้เห็นว่า คุณทักษิณและครอบครัวทำงานการเมืองเพื่อประชาชนหรือเพื่อตนกันแน่

นอกจากนี้ ชาวสีเหลืองยังมีความเห็นอีกว่า เงินจำนวนสี่หมื่นกว่าล้านที่ศาลยึดเข้าแผ่นดินนี้ นับได้ว่าเป็นเงินของคนไทยทั่วแผ่นดิน ไม่ว่าสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน สีขาวหรือสีอะไรทั้งนั้น เป็นเงินเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับที่ยังปกปิดอยู่ในที่ต่างๆ ที่คุณทักษิณจำต้องคืนให้แผ่นดินด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวครั้งหนึ่งในชีวิต เป็นตัวอย่างที่นักการเมืองทั้งหลายที่จะก้าวสู่เวทีการเมืองว่า จะต้องระมัดระวังชั่งใจให้ดีเสียก่อนว่า เงินแผ่นดินที่โกงกินได้ไปนั้น จะคุ้มกับความเสียหายที่ย้อนกลับมาหรือไม่

มาฟังความเห็นจากทางฝ่ายเสื้อแดงที่ประกาศตัวยืนเคียงข้างคุณทักษิณมาตลอดกันบ้าง ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า การยึดทรัพย์เข้าสู่แผ่นดินครั้งนี้ เป็นการปล้นทรัพย์กันหน้าด้านๆ เพราะทรัพย์สินส่วนบุคคลไม่มีใครจะยึดไปได้ การยึดทรัพย์ครั้งนี้เกิดจากความอิจฉาริษยาของฝ่ายอำมาตย์ที่วางแผนเป็นขั้นเป็นตอนทำลายคุณทักษิณมาเป็นเวลานาน ชนิดไม่ให้ได้ผุดได้เกิดกันเลย ทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้วว่า กระบวนการศาลเป็นเพียงละครตบตาลวงโลกให้เห็นว่ายังมีกระบวนการยุติธรรมอยู่ แต่ความจริงที่ทุกคนรู้อยู่เต็มอกว่า ได้ตั้งธงไว้แล้วว่าต้องยึดอยู่ดี การตัดสินยึดทรัพย์ครั้งนี้ เป็นการทำลายเกียรติภูมิของศาลไทยอย่างย่อยยับเป็นประวัติศาสตร์ สถาบันศาลที่เคยได้ชื่อว่าเป็นที่สถิตของความยุติธรรมได้กลายเป็นเครื่องมือของอำมาตย์และนักการเมืองที่นำมาใช้ในการทำลายคู่ต่อสู้แบบปิดประตูตีแมว นักธุรกิจนักลงทุนทั่วโลกจะต้องเข็ดขยาดกับการมาลงทุนในประเทศไทยเพราะไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ผดุงความยุติธรรมของศาลไทยอีกต่อไป เศรษฐกิจย่ำแย่อยู่แล้วจะทรุดหนักลงไปอีก คนๆ เดียวทำให้ประเทศล้าหลังได้ถึงเพียงนี้

แกนนำเสื้อแดงได้ประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า แม้จะยึดทรัพย์ไปหมด แต่ก็ไม่สามารถจะกระชากคุณทักษิณออกไปจากใจชาวเสื้อแดงได้ สักวันหนึ่งเมื่อการปฏิวัติมหาประชาชนเสร็จสิ้นลง ประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดขึ้นแล้ว มีรัฐไทยใหม่ ทรัพย์ที่ยึดไปนั้นจะต้องนำมาคืนให้คุณทักษิณทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ย พวกอำมาตย์และนักการเมืองชั่วที่รวมหัวกันทำลายคุณทักษิณจะต้องนำขึ้นศาลประชาชน วันนี้ชาวเสื้อแดงต้องบันทึกภาพการพิพากษาครั้งนี้ไว้อย่างละเอียด เมื่อวันนั้นมาถึงจะได้ตามหาตัวพวกสมุนอำมาตย์ที่ทำลายชาติและประชาธิปไตยเหล่านี้มาขึ้นศาลประชาชนที่ยุติธรรมที่สุดได้ง่าย

ชาวเสื้อแดงจึงกำหนดมาตรการการต่อสู้ออกมาทั้งสองวิธี คือทั้งการต่อสู้แบบสันติวิธีและวิธีรุนแรง เพื่อเป้าหมายแห่งการปฏิวัติมหาประชาชน เพื่อล้มล้างอำมาตย์ชั่วให้สิ้นไปจากแผ่นดินไทย แล้วสถาปนารัฐไทยใหม่ที่เต็มไปด้วยความเสมอภาคและยุติธรรมของคนไทยทั้งปวง โดยมีคุณทักษิณเป็นผู้นำที่สำคัญ

ฝ่ายที่ใช้สันติวิธี ยังคงเดินหน้าชุมนุมใหญ่ในวันที่ 12 มีนาคม 2553 เพื่อโค่นล้มระบบอำมาตย์และล้มรัฐบาลให้ได้ เป็นการต่อสู้ขั้นแตกหัก หากไม่สำเร็จจะชุมนุมกันเป็นปี ประชาชนเรือนล้านจะยกขบวนเข้ามาทั่วทุกทิศ ไม่ชนะไม่หยุด

และมาตรการที่ชาวเสื้อแดงพูดหลายเวทีก็คือมาตรการ หนึ่งล้านคนหนึ่งล้านขวด หนึ่งล้านขวดที่ว่านี้ ไม่ใช่น้ำดื่ม ไม่ใช่สุรา แต่เป็นน้ำมัน หากรัฐบาลเข้าปราบปรามเมื่อไรการเผากรุงก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่มีทางเลี่ยง

แม้เรื่องนี้ฟังดูเสมือนเป็นการข่มขู่ แต่รัฐบาลก็ไม่ควรประมาท แม้ผู้ชุมนุมจะยืนยันว่าจะชุมนุมโดยสันติ แต่จะต้องตรวจตราให้รอบคอบถี่ถ้วน เฝ้าติดตามกันแบบไม่ให้คลาดสายตา หากพบน้ำมันบรรจุขวดติดตัวเข้าที่ชุมนุมเมื่อไรต้องยึดทันที

ส่วนฝ่ายเสื้อแดงที่นิยมความรุนแรงได้ปลุกระดมกันทางเว็บไซต์ของชาวเสื้อแดงหลายๆ เว็บว่า จะปฏิบัติการณ์ใช้ความรุนแรงได้เลย เจอศัตรูที่ไหนจัดการทันที ไม่ต้องรอคำสั่ง ทุกอย่างต้องทำอย่างแนบเนียนลับสุดยอดให้สมกับคำว่าใต้ดิน ซึ่งเรื่องนี้ก็น่ากลัวเหมือนกัน การเดินขบวนเป็นล้านคนไม่น่ากลัวเท่าการรบแบบใต้ดินเพียงสี่ห้าร้อยคน ดังตัวอย่างเอ็มเจ็ดสิบเก้าที่ลงตามที่ชุมนุมต่างๆ หรือการวางระเบิดทางภาคใต้ ไม่เคยจับตัวผู้ก่อการร้ายได้เลย

แกนนำเสื้อแดงประกาศให้อำมาตย์ทราบว่า ยึดไปเพียงสี่หมื่นกว่าล้าน แล้วต้องสูญเสียเป็นแสนล้านหรือนับไม่ถ้วนจะคุ้มกันไหม ให้ไปลองคิดดู

สำหรับคุณทักษิณเองในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ในสถานการณ์เช่นนี้ตกอยู่ในสภาพน่าเห็นใจและน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง หากทรัพย์ที่ยึดไปเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยสุจริตจริงๆ นับเป็นเรื่องรันทดที่สุดที่ทรัพย์ที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง กำลังสติปัญญาต้องถูกยึดไป หรือหากว่า ทรัพย์ที่ถูกยึดไปเป็นทรัพย์ที่ได้มาอย่างไม่ค่อยจะถูกต้องตามทำนองคลองธรรมยิ่งช้ำชอกเข้าไปใหญ่ เพราะอุตส่าห์ซุกซ่อนด้วยความสลับซับซ้อนแค่ไหน คณะคตส.ก็ตามล่าขุดคุ้ยขึ้นมาเปิดเผยให้เห็นกันไปทั่วโลก

นับเป็นวันเศร้าที่สุดวันหนึ่งของลูกผู้ชายที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร

หลังฟังคำพิพากษาแล้ว คุณทักษิณได้แถลงการณ์ออกทางสถานีโทรทัศน์เสื้อแดงตรงจากดูไบว่า ตนเองทำงานตามหน้าที่ตามระบบไม่เคยคิดโกงเลย เมื่อหุ้นในบริษัทของตนเองขึ้น หุ้นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปูนซิเมนต์ไทย หรือซีพี ในตลาดหุ้นขึ้นร่วมกันด้วย ตนเองทำให้เศรษฐกิจดีแต่ทำไมไม่มีส่วนแบ่ง การที่ศาลยึดเงินที่มาจากการขึ้นของหุ้นเป็นเรื่องตลกระดับโลก การตัดสินของศาลไม่มีมาตรฐานสากลเลย ต้องขอโทษผู้พิพากษาทุกคน ที่ตนเป็นต้นเหตุให้ศาลต้องเป็นการเมืองอย่างนี้ ขอให้ตนเป็นเหยื่อทางการเมืองคนสุดท้ายเถอะ การตัดสินอย่างนี้เป็นเรื่องการเมืองชัดๆ เขาได้ปักธงไว้แล้ว เพราะคนปักธงกับคนปฏิวัติเป็นคนๆ เดียวกัน บังธิ เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น

บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้คือ ขอบอกนักธุรกิจทั้งหลายว่า อย่าเข้าไปเล่นการเมืองเด็ดขาด หากต้องการเข้าสู่การเมืองต้องขายให้เกลี้ยง ตนเองต้องขอโทษลูกและคุณหญิงที่ตนดื้อรั้น ลูกกับคุณหญิงพจมานได้ห้ามแล้วตนไม่เชื่อ วันนี้จึงต้องแต่งชุดดำไว้ทุกข์ให้กับความดื้อรั้นของตัวเองที่เป็นเศรษฐีดีๆ แล้วไม่ชอบ ยังมาเล่นการเมือง จึงขอโทษลูกจริงๆ ขอโทษคุณหญิงจริงๆ ขอบคุณพี่น้องเสื้อแดง และพี่น้องทุกคนที่ให้กำลังใจตนเองอย่างมาก ขอให้ชาวเสื้อแดงสู้ต่อไปให้ได้ระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงที่มีการถ่วงดุลอำนาจอย่างดีเพื่อลูกหลานของเรา

คุณทักษิณทิ้งท้ายว่า ตนเองไม่ลำบาก กินง่ายอยู่ง่าย ชอบกินก๋วยเตี๋ยว แต่หูฉลามนานๆ กินครั้ง ลูกๆ เป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ใช้จ่ายประหยัดกว่าลูกนักการเมืองอีกหลายคน คุณทักษิณแม้จะเศร้าแต่ยังมีมุกตลกว่า จะรวยแค่ไหน มีนาฬิกาตั้งหลายเรือน แต่ใส่ได้ทีละเรือนเท่านั้น ถ้าใส่มากกว่านั้นก็เป็นบ้า

ละครเรื่องนี้ยังไม่จบ เพิ่งเริ่มเปิดฉากใหม่เท่านั้น จะสนุกสนาน โศกเศร้า เคล้าน้ำตา บู๊ดุเดือด ล้างผลาญปานต้มยำกุ้งหรือไม่ โปรดติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด อย่าได้กะพริบตา.

 

 



นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม
แหล่งที่มาข่าวโดย : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์
Name :
 
E-mail :
 
Detail :