ความรัก ความเป็นมนุษย์ กับความเป็นธรรมชาติ
สีขาวของ Snow ในช่วงฤดูหนาวบนทางเดิน (BIKE PATH) ที่เคยมองเห็นสุดลูกหูลูกตา มองดูเหมือนทางช้างเผือกในช่วงตอนเดินเข้าโค้ง บรรยากาศให้ความรู้สึกเหมือนสมัยเมื่อเรียนหนังสือเรื่อง “กามนิต วาสิฎฐี” ความหนาวเย็น และสีขาวตอนนี้กำลังจะหมดไปตามฤดูกาล คงเหลือไว้แต่กิ่งก้านสาขาของตันไม้ผลัดใบสองข้างทาง ความอบอุ่นกำลังจะเข้ามาเยือน
จะฤดูกาลไหนๆ ความงามของเส้นทางแห่งนี้ก็ดูสวยงาม และให้ชีวิตชีวามาตลอด คนไกลบ้านส่วนมากหากมีเวลา ปล่อยอารมณ์ไปตามอิสระ “ภาพหวัง และภาพฝันก็จะกลับไปร้อยเรื่องราวในแผ่นดินแม่ของตัวเองเสมอๆ” เช้าวันนี้ก็เช่นกัน กำลังนึกไปว่า
“บ้านเรา-เมืองเรากำลังเล่นกีฬาสี... เขียนภาพ หรือไม่ก็จัดแจกันดอกไม้อยู่หรือไร”
ดอกสีเหลือง ที่เบ่งบานมาแล้วเพื่อเป็นยามรักษาแผ่นดิน
ดอกสีแดง ที่เกิดขึ้นทุกหัวระแหงทั่วประเทศเพื่อรอคอยความอยู่ดีกินดีที่กำลังจะได้ แล้วศูนย์เสียไปให้กลับคืนมา
ดอกสีชมพู ที่อยากให้ความรักกลับคืนสู่ประเทศชาติ
ดอกสีน้ำเงิน ที่อยู่ๆ ก็เกิดขึ้นเพื่อมาเป็นผู้สกัดกั้นความวุ่นวายในความขัดแย้งของสีต่างๆ
พื้นที่สีขาว ของประเทศสำหรับผู้บริสุทธิ์ กำลังรอคอย และหาคำตอบ ฯลฯ
ภาพเขียนของประเทศไทยตอนนี้กำลังวาดฝัน และหวังที่จะเห็นสีต่างๆ ที่กำลังละเลงลงพื้นที่สีขาวเพื่อจะได้ภาพที่สวยงาม ซึ่งเขียนโดยศิลปินประชาชนหลากหลายสาขา เมื่อเขียนเสร็จภาพจะออกมาในรูปแบบใด เป็นภาพประเภทไหน ก็คงต้องรอคอย และเฝ้าชมกันต่อไป
สีแต่ละสีมีความสวยงามอยู่ในตัว ถ้าศิลปินนำมาเขียนในกรอบ ความสวยงามก็จะเกิด
แต่ใครคือ ศิลปินที่แท้จริง และมีความสามารถที่จะสร้างสรรค์สังคมไทยให้สวยงามขึ้นมา ...
ในขณะอารมณ์กำลังโลดแล่น อยู่ๆ สิ่งที่ทำให้สะดุ้งตื่นตกใจก็คือ “รัฐบาลแดรคคูลา(Dracula)”
อารมณ์แปลเปลี่ยนไปจากความสุนทรี เมื่อเปิดไปเห็นเลือดแดงฉาน สาดลงพื้นแผ่นดินไทย
ภาพที่ลอยเด่นขึ้นมาตอนนี้เป็นเหมือนภาพ “ภาพรัฐบาลฯ แดรคคูล่าบนผืนผ้าใบ”
“รัฐบาลฯ แดรคคูลา” มันเป็นเพียงความรู้สึกของผมเองนะครับ ไม่ได้ไปโทษ และว่าให้ใครๆ คิดมากแล้วนำไปปฏิบัติในทางที่เสียหายต่อสังคม เปิดค้นหาตั๋วเครื่องบินเพี่อกลับไทยทางเวปฯ เตรียมตัวกลับบ้านเกิดตั้งแต่ต้นปีใหม่ รอวัน-เวลาให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย พอจะตัดสินใจเริ่มจองตั๋ว ก็เจอข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา ภาพเลือดราดลงพื้นแดงฉาน เจิ่งนองรอดขอบรั้วเหล็ก หรืออัลลอยย์ หน้าทำเนียบรัฐบาลฯ หน้าบ้านนายกฯ ทำเอาอกสั่นขวัญผวาไม่กล้าตัดสินใจจองตั๋วอีก
จะแดง หรือเหลืองเราก็เป็นคนไทย ทำไมจึงคุยกันไม่ได้ มันแปลกดีนะ ฝรั่งเขาถามว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศยู ก็ตอบเขาไม่ได้เต็มปากเต็มคำ ไม่อยากบอกว่าใครผิดใครถูก เพราะเหตุผลแต่ละฝ่ายมันสลับซับซ้อนเกินไป มันยากเกินกว่าที่จะไปอธิบายให้คนต่างชาติเข้าใจได้ในเวลาอันสั้น สู้เงียบๆ และบอกให้เขาไปศึกษาประวัติศาสตร์ไทย และติดตามข่าวหาข้อมูลเอง จะดีกว่า ตอบเหลืองก็โดน ตอบแดงก็โกรธ ตราบใดที่ดวงตะวันกับดวงเดือนเป็นคนละดวง เหลืองกับแดงก็คงจะรวมกันยาก (แต่จะอยู่ร่วมกันได้นะหากแบ่ง และรู้หน้าที่ซึ่งกัน และกัน มีกลางวันก็ย่อมมีกลางคืน สลับกันมีบทบาทคนละเทอมคนละวาระ นำเอาความเก่งแต่ละฝ่ายมาช่วยกันสร้างสรรค์สังคมไทย)
อยากให้ทุกคนย้อนไปดูอดีตอันยาวนานของความเป็นไทย (ไม่ต้องย้อนไปไกลถึงยุคบ้านเชียง ยุคสุโขทัย ยุคอยุธยา ยุคธนบุรีฯ และยุคกรุงเทพฯ หรือยุคต้นๆ รัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325) แต่ขอให้เรามาเริ่มเอาตรง พ.ศ. 2475 หลังจากที่รัชกาลที่ 7 พระองค์ท่านทรงสละราชสมบัติ และมอบอำนาจให้กับประชาชน ตามที่เห็นในบทความดังต่อไปนี้
"ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดย สิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร" - พระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2477 หลังจากที่เฝ้าดูการทำงานของรัฐบาลฯ ในยุคนั้น ดำเนินงานไปได้เกือบ 2 ปี
แล้วเราก็จะได้เข้าใจว่า
“อะไรคือปัจจัยหลัก ที่ทำให้สังคมเราวุ่นวายเตลิดเปิดเปิงแบบไร้ทิศทางอยู่จนทุกวันนี้”
สมัยรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา รัฐบุรุษปรีดี พนมยงค์ ร่างกฎหมายมาบังคับใช้ มีกฏหมายข้อหนึ่ง ร่างขึ้นมาเพื่อมีผลบังคับให้คนไทยจะต้องทำงาน ให้ราษฎรมีสิทธิเท่าเทียมกัน และแล้วนายปรีดี พนมยงค์ถูกตั้งข้อหาเป็นคอมมิวนีสน์ จากคนบางกลุ่มต้องหนีออกนอกประเทศ หลังรัชกาลที่ 8 สิ้นพระชนม์
รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม บังคับให้ชายไทยใส่หมวก ผู้หญิงให้เลิกกินหมากกินพลู
สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จ ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่ผู้เดียว
รัฐบาลยุคจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพลโทณรงค์ กิตติขจร ปกครองประเทศจนได้รับฉายา เป็น 3 ทรราชปกครองประเทศ นักศึกษาออกมาเดินขบวนมากเป็นประวัติศาสตร์ จนเกิดเหตุการณ์ “วัน 14 ตุลาคม” นักศึกษาเป็นฝ่ายชนะ รัฐบาลฯ ยอมแพ้ เป็นยุคที่นักศึกษาครองเมือง และเรืองอำนาจ
รัฐบาลสมัย มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมข์ เป็นยุคพัฒนาประเทศ แบบกระจายรายได้ เป็นรัฐบาลยุคขุดคลองถมคลอง
รัฐบาลป๋าเปรม ติณสูลานนท์ เป็นยุคบ้านเมืองเอื้อนเอ่ย ปกครองอยู่ครบ 3 สมัย 5 ปี โดนนักศึกษาชกหน้าแต่ ท่านให้อภัยไม่เอาความ ปกครองจนเบื่อถึงขนาดเอ่ยจากปากว่า “ป๋าพอแล้ว”
รัฐบาลยุคพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เปลี่ยนสนามรบมาเป็นสนามการค้า บ้านเมืองฟุ้งเฟ้อเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ ทหารชุด รสช. ต้องตบบู๊ดปฏิวัติ แล้วแต่งตั้งรัฐบาลฯ โดยมีพลเอกสุจินดา คราประยูรเป็นนายก จนเกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ ปี 2535”
รัฐบาลสมัยนายกฯ ชวน หลีกภัย ประชาธิปไตยค่อนใบ ที่มีคำแปลกๆ เกิดขึ้นในสภาฯ ที่เรียกขานฝ่ายค้านด้วยคำว่า “ฝ่ายค้านถุงกล้วยแขก”
ต่อมารัฐบาลพ.ต.อ. ทักษิณ ชินวัตร ประเทศไทยมีประชาธิปไตยเต็มใบสมบูรณ์แบบ มีรัฐสภาที่เข้มแข็งสามารถจัดการกับระบบเจ้าพ่อ ปราบปรามยาเสพติด ขึ้นบัญชีดำกับผู้มีอิทธิพล และข้าราชการนอกแถว ปราบระบบคอรับชั่น จัดระเบียบข้าราชการนอกระบบ ปรับระบบหวยใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดิน กระจายรายได้ออกสู่ชนบท ประเทศไทยได้อะไรใหม่ๆ ขึ้นมาในพริบตา ทำงานมากเกินไปจนได้รับฉายาว่า
“ปกครองบ้านเมืองในระบอบเผด็จการทางรัฐสภาฯ หรืออสูรสายพันธุ์ใหม่”
ทั้งหมดที่ผ่านๆ มา คือ ความทรงจำ และเรื่องราวในอดีต ขอให้กลับไปศึกษา และวิเคราะห์
มาจนถึงยุครัฐบาลปัจจุบัน เริ่มจากรัฐบาล คปค. เป็นต้นมา ความรู้สึกเหมือนกำลังดูรัฐบาลกีฬาสี วุ่นวายยกระดับขึ้นมาเรื่อยๆ จนกลายเป็น “รัฐบาลแบบแดรคคูลา (Dracula) เลือดแดงฉานบนผืนดิน”
เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้น เป็นความรู้สึกของหัวอกคนไทยบางส่วนที่อยู่ในเมืองนอก นะครับ
จะกี่เดือนกี่ปี บั้นปลายชีวิตหลายๆ คนก็อยากจะกลับไปพักผ่อนที่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ... จะอย่างไรแบบไหน ก็ยังคงรักประเทศไทยอยู่มิลืมเลือน ...
“สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความเป็นอยู่แบบพึ่งพากัน ส่วนอเมริกันเป็นสังคมที่มีความเป็นอยู่แบบพึ่งพาตัวเอง ฉะนั้นระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง”
“มาหาแนวร่วมความเป็นอยู่ประชาธิปไตยแบบ มีพ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน ฝูง พออยู่พอกินดีกว่า ครับ”