Login
 
 

ไก่โห่
โดย...กาเหว่า
ไทยทาวน์ ยูเอสเอ นิวส์ ไทยแลนด์

หนึ่งมาตรฐาน สองความต้องการ | "ทัพแดง" สะดุด เหลือแค่แก๊งป่วนเมือง? | เฟ้น 5 ผู้พิพากษาชี้ชะตาอุทธรณ์ยึดทรัพย์ | ประเทศชาติเสียหาย มากกว่าที่ทักษิณได้ไปเสียอีก | นักรบหรือแค่อันธพาลสมุนแม้ว?หิมเย้ยรัฐบ่อนทำลายขู่บึ้มป่วนเมือง


วัน พุธ ที่ 3 มีนาคม พุทธศักราช 2553
บทนำและคอลัมน์์ที่น่าสนใจจากหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วไป
หนึ่งมาตรฐาน สองความต้องการ   [บทนำ ไทยโพสต์  Big|normal (Font)]

หลังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เริ่มมีคำถามออกมาจากบรรดาคนเสื้อแดงมากมายหลายประเด็น แต่ภาพรวมคือการไม่ยอมรับคำวินิจฉัย มีพฤติการณ์ชัดเจนคือสวมชุดดำประท้วง นี่คือสัญญาญอันตราย หากบรรดาคนเสื้อแดงยังใช้พฤติกรรมอย่างนี้ไปเรื่อยๆ กระบวนการยุติธรรมไทยจะถูกลากเข้าไปสู่การเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้

ความต้องการของคนเสื้อแดงคืออะไร ประชาธิปไตย ความยุติธรรม อย่างที่พูดกันหรือไม่ หากพิจารณาจากพฤติกรมของคนเสื้อแดงในวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำวินิจฉัยยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท มีการร่ำไห้ ประกาศตายแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงต้องหันกลับมาพิจารณากันใหม่ว่า คนพวกนี้ต้องการประชาธิปไตยหรือความยุติธรรมแบบไหน เพื่อใครกันแน่

เมื่อครั้งยังไม่มีเสื้อแดง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีซุกหุ้น 1 ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นผิด ด้วยมติ 8 ต่อ 7 หลังคำวินิจฉัยแม้ยังค้างคาใจฝ่ายตรวจสอบ แต่ทุกคนยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่หลักฐานตำตาว่า อดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้ซุกหุ้นไว้กับคนใกล้ชิดและบริวารไปทั่ว แต่ความผิดของเขาก็แค่ "บกพร่องโดยสุจริต" และไม่ปรากฏว่ามีใครแต่งดำประท้วงเพราะไม่พอใจศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อครั้งเสื้อแดงยังไม่เกิด การปกครองภายใต้รัฐบาลทักษิณ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการปกครองที่ผูกขาดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ เป็นเผด็จการรัฐสภา ที่ขยันออกกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของนายกรัฐมนตรีและพวกพ้องบริวาร เป็นประชาธิปไตยที่ทิ้งเสียงข้างน้อยไว้ข้างหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศทฤษฎีประชาธิปไตยแบบกินรวบ "จังหวัดไหนเลือกพรรคไทยรักไทย จะพัฒนาจังหวัดนั้นก่อน" ซึ่งโดนใจผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย ที่ตั้งความหวังว่าจังหวัดตนจะพัฒนาก่อนใคร

เมื่อครั้งผู้สนับสนุนทักษิณยังไม่สวมเสื้อแดง รัฐบาลทักษิณใช้อำนาจรัฐแทรกแซงสื่อมวลชน ครอบงำองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รุกหนักถึงขั้นเตรียมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าควบคุมองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้องบริวาร

แต่วันนี้ คนเสื้อแดงมีสิทธิในการจัดชุมนุมที่ไหนก็ได้ และพวกเขาอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญฉบับที่พวกเรารังเกียจนักหนา คนเสื้อแดงใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้นักโทษที่หนีโทษจำคุก 2 ปี และยังถูกยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ด้วยอ้างว่ากระบวนการยุติธรรมมีสองมาตรฐาน และพวกเขายังพร้อมที่จะตายแทน

มาถึงตรงนี้ตอบคำถามได้หรือยังว่า ประชาธิปไตยและความยุติธรรมที่คนเสื้อแดงเรียกหานั้น เป็นประชาธิปไตยและความยุติธรรมสำหรับใคร และมีความหมายอย่างไร

ประชาธิปไตยเมื่อครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี กับประชาธิปไตยในวันนี้ รวมถึงกระบวนการยุติธรรม เมื่อครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี กับกระบวนการยุติธรรมในวันนี้ ต่างกันลิบลับถึงขนาดตายแทนกันได้เชียวหรือ หรือเป็นเพราะความต้องการของพวกท่านเปลี่ยนไป จึงอยากให้ประชาธิปไตยกับความยุติธรรมไปยืนอยู่ข้างท่าน เป็นของพวกท่านอย่างนั้นหรือ

หรือท่านชอบประชาธิปไตยแบบที่ว่า ทีมฟุตบอลที่ติดยี่ห้อ "เนวิน" ห้ามเตะในถิ่นเสื้อแดง เอากันชนิดที่ว่า ฝ่ายตรงข้ามหน้าไหนก็ตาม ห้ามเข้าจังหวัดที่ท่านตั้งตนว่าเป็นของเสื้อแดง ก็ลองคิดในทางกลับกันสักนิด บางทีท่านอยากเที่ยวทะเล อาจต้องเดินทางไปต่างประเทศ ประชาธิปไตยแบบนี้ ยุติธรรมแบบนี้ชอบหรือ!.


"ทัพแดง" สะดุด เหลือแค่แก๊งป่วนเมือง?    [คอลัมน์เด่น กรุงเทพธุรกิจ  Big|normal (Font)]

มหากาพย์ของคดียึดขุมทรัพย์ ทักษิณ ชินวัตรมีบทสรุป ฉากสำคัญที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายึดทรัพย์ 46,373ล้านบาท

เหลือคืนประมาณ 3 หมื่นล้านบาทเศษ ที่นอกจากจะทำให้ "ทักษิณ" หลุดจากตำแหน่ง "อภิมหาเศรษฐีไทย" แบบยากจะทวงเข็มขัดแชมป์คืน

ในมุมของ "ทักษิณและครอบครัว" จึงรู้สึกเหมือน "ถูกปล้นกลางวันแสกๆ" จนต้องหลุดปากขอโทษลูก-เมีย ที่ทำให้ลูกๆ อาจต้องลำบากในอนาคต

ทั้งๆ ที่ "ทักษิณ" ลืมไปว่าผลของคดียึดทรัพย์ที่ศาลชี้ว่า "ทักษิณ" เล่นแร่แปรธาตุ "ซุกหุ้นจริง" และได้กระทำการเหมือนการ "ปล้นทรัพย์จากแผ่นดิน" จากการ "คอร์รัปชันเชิงนโยบาย" ก็ล้วนมาจาก "กรรม" ที่เกิดจากการกระทำของตัวเองทั้งนั้น 

แต่ความหมายของคำว่า "ปล้น" ในความรู้สึก "ทักษิณ" มีนัยคล้ายกับล่วงรู้ชะตากรรมว่าอาจมีรายการตามล้างบาง "กวาดทรัพย์ก๊อก 2" ที่อยู่ในข่ายความผิดทั้ง "แพ่งและอาญา" หลายรายการ โดยอิงจากฐานคำพิพากษาของศาล

   กลายเป็น "สึนามิ" ตามมาอีกหลายลูก

"ดีดลูกคิดรางแก้ว" คำนวณความเสียหายที่มีอยู่นับสิบคดี ค้างอยู่ทั้ง ป.ป.ช. ดีเอสไอ และที่กระทรวงไอซีที รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมฟ้องค่าความเสียหาย รวมๆ แล้วเกือบ 5 หมื่นล้านบาท หลังจาก "รัฐบาล ปชป." ไฟเขียวให้ใช้ช่องทางกฎหมายลุยกวาดแบบหมดกระเป๋า

"แกนนำที่ใกล้ชิดนายใหญ่" หลายคนยืนยันตรงกันว่า "ทักษิณ" ออกอาการเครียดในจุดนี้มากกว่า ขนาดอดีตมือเศรษฐกิจระดับเสนาบดี ยังออกมาตบเข่าฉาดหลังฟังคำพิพากษา โพล่งให้นักข่าวฟัง ว่า นี่เท่ากับเป็นการชี้ช่อง บอก "ลายแทง" ของศาลให้ไปริบเงินมาใช้ "หนี้แผ่นดิน" เพิ่ม

งานนี้เรียกว่าสะเทือนซางตั้งแต่ "หัวขบวน" ไปจนถึง "ปลายแถว" เลยทีเดียว

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ "ทัพแดง" กำลังตั้งหลักสู้ ทำ "สงครามใหญ่" ระดมพล 1 ล้านคนตามเป้าหมาย ให้ออกมาจุดไฟ และประจานฝ่ายอำมาตย์ในประเด็น "2 มาตรฐาน"

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทั้ง "ทักษิณ" และ "คนเสื้อแดง" จึงอยู่ในภาวะตั้งหลักลำบาก เพราะ "ทัพใหญ่" ก็ย่อมต้องอาศัย "กระสุนดินดำ น้ำเลี้ยงและเสบียงกรัง" เป็นปัจจัยหลักในการเคลื่อนไหวทุกทาง

ทั้งมวลชน เกมบนดิน เกมใต้ดิน และอาวุธหลักทางการสื่อสารต่างที่ต้องอยู่ในภาวะสะดุดอย่างหนัก หลังจากก่อนหน้านี้ ก็มีปัญหาสะเทือนในเรื่องของการจัดกระบวนทัพและการระดมพลไปแล้ว

ขณะที่ "แกนนำสายฮาร์ดคอร์" ก็ต้องการ "ดึงงบประมาณ" ที่ต้องใช้ในการฝึกนักรบ การ์ด และตระเตรียมความพร้อมในการออกรบ ต่อหัว 1,000-2,000 บาทต่อคนไปดูแลเอง

แต่ก็ถูกท้วงจากแกนนำสายตรงหลายคน ทำนองว่า "มากเกินไป"

ไม่นับกรณีการใช้สรรพกำลังในส่วนของ ส.ส. ในการระดมมวลชนที่เตรียมพร้อมตั้งแต่ในช่วงก่อนรู้ผลคดียึดทรัพย์ ตามแผนเดิมที่วางไว้ในการชุมนุมใหญ่กลางเดือน มี.ค.

ถึงขนาดให้ ส.ส.มารับ "เสื้อสีแดง" ไปแจกให้มวลชนใส่ โดย ส.ส. 1 คนต่อเสื้อ 4,000 ตัว แต่ก็ยังมีปัญหาการระดมไม่เป็นไปตามเป้า

เนื่องจากในการแจกเสื้อ ก็จำเป็นจะต้อง แนบ "ซองปัจจัย" เพื่อปลุกขวัญกำลังใจมวลชน พร้อมๆ กับกระตุ้นแรงฮึด ที่ "มวลชน" ต้องเสียเวลาเดินทางมาร่วมรบ

เหล่านี้ก็ยังเป็นปัญหา ที่สะท้อนให้เห็นสภาพความ "ไม่พร้อม" ที่มาจาก "ปัญหาท่อฝืด"

ดีไม่ดีจาก "ทัพใหญ่" จะเหลือเพียงแค่ "แก๊งป่วนเมือง" ซะก็ไม่รู้


เฟ้น 5 ผู้พิพากษาชี้ชะตาอุทธรณ์ยึดทรัพย์ [สดจากสนาม โพสต ทูเดย์์  Big|normal (Font)]

ปัจจุบันมีผู้พิพากษาศาลฎีการาว 120 คน ทำการประชุมเพื่อลงมติเลือกเพื่อนร่วมศาลออกมา 5 คน เพื่อทำหน้าที่เป็น “องค์คณะพิจารณาอุทธรณ์”

เป็นที่แน่ชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ต่อ “ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา” โดย นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายกำหนดยื่นพยานหลักฐานใหม่ 5 ประเด็น

ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 278 วรรคสาม บัญญัติถึงหลักการอุทธรณ์ว่าเป็นสิทธิของ “ผู้ต้องคำพิพากษา”

ในคดียึดทรัพย์ถ้านับจากวันที่ 26 ก.พ. ไปจนครบกำหนดอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นพยานหลักฐานใหม่ นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกาจะต้องเรียกประชุมใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีผู้พิพากษาศาลฎีการาว 120 คน ทำการประชุมเพื่อลงมติเลือกเพื่อนร่วมศาลออกมา 5 คน เพื่อทำหน้าที่เป็น “องค์คณะพิจารณาอุทธรณ์” โดยการเลือกศาลฎีกาจะใช้วิธีให้ผู้พิพากษาทั้งหมดเสนอชื่อโดยต่างคนต่างเขียนชื่อผู้ที่ตนคิดว่าควรเป็น จากนั้นนับคะแนนด้วยการขานชื่อ “ผู้ใด” ได้คะแนนสูงสุดเรียงลงมา 5 คน จะได้รับบทบาทองค์คณะพิจารณาอุทธรณ์

แต่นายสมศักดิ์ เนตรมัย พร้อมองค์คณะคดียึดทรัพย์รวม 9 คน จะไม่มีสิทธิได้รับเลือกเพราะกฎหมายห้าม อย่างไรก็ตาม องค์คณะ 5 คน หากมีเหตุสุดวิสัยหรือจำเป็นไม่อาจทำหน้าที่ได้อาจขอให้ที่ประชุมใหญ่ฯ อนุมัติให้ถอนตัวและเลือกกันใหม่ได้

ทั้งนี้ หลังจากได้องค์คณะแล้ว 5 คนนี้จะไปประชุมเลือกหนึ่งคนขึ้นเป็น “เจ้าของสำนวน” ทำหน้าที่ตรวจพยานหลักฐานว่า ใหม่หรือไม่ใหม่ และมีอำนาจเปิดศาลเพื่อไต่สวนพยานหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ขอให้ไต่สวน และเมื่อรวบรวมพยานหลักฐานอุทธรณ์เสร็จสิ้น องค์คณะ 5 คน จะต้องสรุปทำ “ความเห็น” เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาลงมติว่าจะรับหรือไม่รับอุทธรณ์

หากศาลมีมติรับอุทธรณ์ องค์คณะ 5 คน จะเปลี่ยนหน้าที่มาเป็น “องค์คณะไต่สวนรวบรวมข้อเท็จจริง” โดยการไต่สวน องค์คณะ 5 คน สามารถออกคำสั่งเปิดบัลลังก์ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเรียกพยานมาเบิกความในศาลได้

เหตุผลที่ต้องให้ 5 คนเท่านั้นมาทำหน้าที่ไต่สวนเพราะการจะให้ผู้พิพากษาจากที่ประชุมใหญ่ฯ ทั้ง 120 คน ลงมาไต่สวนคดีด้วยตนเองทุกคนคงสร้างความยุ่งยาก และต้นทุนคดีสูงไม่น้อย ดังนั้นจึงกำหนดให้มีองค์คณะเพียง 5 คนเท่านั้นมาเป็นตัวแทนที่ประชุมใหญ่ฯ ทำการไต่สวน และนำข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์เสนอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาทำคำพิพากษา

อย่างไรก็ตาม ในช่วงการลงมติพิพากษาของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา กฎหมายเปิดให้องค์คณะคดียึดทรัพย์ 9 คน เข้าร่วมประชุมออกเสียงพิพากษาคดีในชั้นอุทธรณ์ได้

ประเด็นสุดท้าย คดียึดทรัพย์จะใช้เวลาอุทธรณ์ยาวนานเพียงใด ตอบว่ามากกว่า 30 วัน เพราะดูแค่เวลาตาม แบบพิธี ก็พบว่าเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นอุทธรณ์แล้ว ภายใน 15 วัน ศาลจะต้องแจ้งให้ “อัยการสูงสุด” ทราบ เพื่อทำคำคัดค้านอุทธรณ์เสนอต่อศาล กระทั่งเมื่อคดีเดินไปจนถึงขั้นองค์คณะไต่สวนรวบรวมข้อเท็จจริงเสร็จต้องส่งสำนวนให้ที่ประชุมใหญ่ฯ ดูล่วงหน้า 15 วันก่อนเรียกประชุมเพื่อลงมติ และหลังลงมติ

สำหรับระยะเวลาการตัดสิน กฎหมาย ไม่ได้กำหนดให้ที่ประชุมใหญ่ฯ ต้องพิพากษาภายในระยะเวลาเท่าใด แต่เมื่อเทียบเคียงกับระยะเวลาที่ศาลตัดสินคดียึดทรัพย์ก็ใช้เวลาเพียงปีเศษ

คดีชั้นอุทธรณ์จึงอาจใช้เวลาน้อยกว่าเพราะพยานหลักฐานใหม่ น่าจะน้อยกว่าพยานหลักฐานเดิม



ประเทศชาติเสียหาย มากกว่าที่ทักษิณได้ไปเสียอีก   [(เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) แนวหน้า  Big|normal (Font)]

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายึดทรัพย์ทักษิณ 46,373 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากกระทำความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรีกระทำการต่างๆ อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปฯ และบริษัทในเครือ ซึ่งตนเองและคู่สมรสได้ลักลอบถือหุ้นอยู่โดยผิดกฎหมาย

หากประชาชนคนไทยได้ศึกษาคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ย่อมจะเข้าใจว่า การที่ศาลฎีกาฯ พิพากษายึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน 46,373 ล้านบาทนั้น มิได้หมายความว่า การกระทำของทักษิณในการเอื้อประโยชน์ให้แก่ชินคอร์ปฯ หลายต่อหลายกรณี ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ เพียงมูลค่าเท่าจำนวนที่พิพากษาให้ตกเป็นของแผ่นดินเท่านั้น

เพราะการยึดทรัพย์ในคดีนี้ เป็นเรื่อง "ร่ำรวยผิดปกติ" ได้ทรัพย์สินมาโดยมิชอบ

มิใช่เรื่องของการเรียกค่าเสียหาย ชดใช้ต่อการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อแผ่นดิน

เงินจำนวน 46,373 ล้านบาทนั้น คือจำนวนที่ศาลฎีกาฯ เห็นว่าทักษิณได้มาโดยมิชอบ เข้าลักษณะของการร่ำรวยผิดปกติเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน บรรดามาตรการต่างๆ ที่ทักษิณดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเองนั้น ก็ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติส่วนรวมอย่างมหาศาล ซึ่งจะต้องมีการดำเนินคดี เพื่อเรียกค่าเสียหายของรัฐกลับคืนมา เป็นกรณีๆ ไป

และถ้าพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาแล้ว มูลค่าผลประโยชน์ที่ทักษิณได้ไปโดยมิชอบจากการออกมาตรการในกรณีต่างๆ เหล่านั้น แม้จะเห็นว่ามหาศาลแล้ว แต่ก็ยังนับว่าน้อยกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติส่วนรวมอย่างไม่อาจเทียบกันได้เลย

1) กรณีการเอื้อประโยชน์แก่กิจการโทรศัพท์มือถือของตนเอง ทั้งกรณีการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่บริษัทเอไอเอส, กรณีการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วมและให้นำค่าใช้เครือข่ายร่วมหักออกจากส่วนแบ่งค่าสัมปทานก่อนจะนำส่งหน่วยงานภาครัฐ และกรณีการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต และให้นำค่าภาษีสรรพสามิตไปหักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องนำส่งรัฐ (องค์การโทรศัพท์ หรือ ทศท.) นอกจากจะทำให้บริษัทชินคอร์ปฯ ของทักษิณได้ผลประโยชน์มหาศาลแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียต่อส่วนรวมอย่างมโหฬาร

ตามสัญญาสัมปทานเดิม เอไอเอสต้องจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ ทศท.ตามอัตราที่คิดจากรายได้และผลประโยชน์อื่นใดที่บริษัทเอไอเอสพึงได้รับในรอบปี ก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าภาษีใดๆ ทั้งสิ้น

โดยกำหนดเป็นอัตราก้าวหน้า ตามช่วงเวลาของปีสัมปทาน ในปีที่ 1-5 เป็นอัตราร้อยละ 15

ปีที่ 6-10 ร้อยละ 20

ปีที่ 11-15 ร้อยละ 25

และปีที่ 16-25 ร้อยละ 30

เริ่มแรก เอไอเอสให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบจ่ายเงินหลังจากใช้บริการแล้ว ชำระเป็นรายเดือน หรือที่เรียกว่าโพสต์เพด ต่อมาปี 2542 เอไอเอสให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า หรือบัตรเติมเงิน หรือ พรีเพด ซึ่งตามสัญญา ยังคงต้องจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ ทศท. ตามจำนวนและอัตราที่กำหนดในสัญญาเดิม

ปรากฎว่า วันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ได้มีการแก้ไขสัญญา ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่พรีเพด ให้แก่บริษัทเอไอเอส เหลือร้อยละ 20 คงที่ ตลอดอายุสัญญา

ทั้งๆ ที่ ตามสัญญาเดิม เอไอเอสจะต้องจ่ายในอัตราร้อยละ 20 เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงร้อยละ 30

การดำเนินการดังกล่าว ทำให้ทักษิณในฐานะผู้ถือหุ้นชินคอร์ปฯ ได้รับผลประโยชน์โดยตรง เพราะได้ลดต้นทุนค่าสัมปทานลงไปโดยไม่สมควร ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้หน่วยงานของรัฐ (ทศท.) สูญเสียผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับตามสัญญา นับแต่ปี 2544 ที่มีการแก้ไขสัญญา ถึงวันที่ 30 กันยายน 2558 อันจะเป็นวันสิ้นสุดสัญญา เป็นเวลากว่า 14 ปี

นักวิชาการประเมินว่า น่าจะมีมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท!

นอกจากนี้ ในการขยายโครงข่ายให้สามารถรองรับการให้บริการ หรือการดำเนินการเชื่อมต่อเครือข่าย เพื่อให้ลูกค้าของตนสามารถติดต่อกับผู้ใช้บริการรายอื่นๆ ได้อย่างสะดวก อันเป็นภาระหน้าที่และผลประโยชน์ในการทำธุรกิจของเอไอเอสเอง ก็ได้มีการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วมและให้นำค่าใช้เครือข่ายร่วมหักออกจากส่วนแบ่งค่าสัมปทานก่อนจะนำส่งหน่วยงานภาครัฐ

ทำให้เอไอเอสของทักษิณได้รับผลประโยชน์จากการผลักภาระต้นทุนค่าดำเนินการเชื่อมต่อเครือข่าย โดยไปใช้เครือข่ายร่วมกับผู้ให้บริการซึ่งเป็นบริษัทลูกของตน (บริษัทดีพีซี) แต่นำค่าใช้จ่ายมาหักออกจากรายรับ ก่อนจะนำไปคำนวนส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายให้แก่ ทศท.

เท่ากับว่า ให้หน่วยงานของรัฐแบกรับภาระส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าดำเนินการดังกล่าวแทนตนเอง

ทำให้ ทศท.ไม่ได้รับส่วนแบ่งรายได้เต็มจำนวนตามสัญญาเดิม ซึ่งหากนับจากวันที่สัญญาแก้ไขมีผลบังคับ เดือนตุลาคม 2545 ถึงเดือนเมษายน 2551 ปรากฏว่า เอไอเอสของทักษิณได้ผลประโยชน์ไปโดยมิชอบแล้วว่า 6,960 ล้านบาท!

ยิ่งกว่านั้น กรณีการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตจากกิจการโทรศัพท์มือถือ แต่กลับให้บริษัทเอไอเอสและบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญาเดิมสามารถนำเงินที่จ่ายภาษีสรรพาสามิตมาหักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องชำระให้แก่หน่วยงานภาครัฐได้ ก็เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปฯ และทำให้ส่วนรวมเสียหายอย่างไม่อาจประเมินมูลค่าที่แท้จริงได้

ทั้งๆ ที่ กิจการโทรคมนาคมถือเป็นกิจการที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมอย่างมาก นอกจากไม่ควรเก็บภาษีสรรพสามิตแล้ว ยังควรสนับสนุนให้แพร่หลาย และหากรัฐต้องการเก็บภาษีสรรพสามิตจากการให้บริการโทรศัพท์เพื่อหารายได้เข้าสู่ประเทศจริง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ยอมให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ทำสัญญาสัมปทานกับ ทศท. หรือ กสท. นำภาษีที่เสีย ไปหักออกจากค่าสัมปทานได้

เท่ากับว่า เอไอเอสของทักษิณ ไม่ได้จ่ายภาษีสรรพสามิต แต่ไปเอาเงินส่วนแบ่งรายได้ของ ทศท. มาจ่ายค่าภาษีสรรพสามิตแทน

ยิ่งเอไอเอสจ่ายภาษีสรรพสามิตมากเท่าใด ทศท.ก็ยิ่งสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับมากเท่านั้น

ส่งผลให้ ทศท. อ่อนแอลง เพราะได้รับค่าสัมปทานจากบริษัทเอไอเอสน้อยลงกว่าเดิม เนื่องจากถูกหักค่าสัมปทานบางส่วนไปชดเชยค่าภาษีสรรพสามิตที่บริษัทเอไอเอสเสียไป

นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าว ยังเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เพราะหากรายใดต้องการจะเข้ามาแข่งขัน ก็จะต้องจ่ายภาษีสรรพสามิต แต่ไม่สามารถนำไปหักออกจากค่าสัมปทานได้เหมือนเอไอเอสและคู่สัมปทานของรัฐที่มีอยู่เดิม ทั้งที่ผู้ประกอบการรายใหม่ยังไม่มีลูกค้าเลย หรือมีลูกค้าน้อยกว่าบริษัทเอไอเอสซึ่งครองตลาดอยู่ก่อนแล้ว และโดยที่รายใหม่ไม่ได้สิทธิพิเศษเหมือนเอไอเอส ซึ่งสามารถใช้ทรัพย์สินและอุปกรณ์ของ ทศท.ได้ตลอดอายุสัญญาอีกด้วย

ทักษิณได้ผลประโยชน์ส่วนตัว ได้ปกป้องการผูกขาดของเอไอเอส แต่ประเทศชาติส่วนรวมได้รับความเสียหาย นอกจากจะไม่ได้รับรายได้จากภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว (เฉพาะภาษีสรรพสามิตขาดหายไปรวมเป็นเงินถึง 60,000 ล้านบาทเศษ) ยังถูกทำลายโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันในการประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือ หน่วยงานของรัฐก็อ่อนแอ ไม่สามารถลงทุน ขยายโครงข่าย หรือดำเนินบริการเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเพิ่มขึ้นจากรายได้ที่ลดน้อยลง

ประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือก็ขาดทางเลือก เพราะเมื่อขาดผู้แข่งขันรายใหม่ ประชาชนก็ขาดโอกาสได้ใช้บริการที่มีคุณภาพดีขึ้น และราคาต่ำลง

2) กรณีการเอื้อประโยชน์แก่กิจการดาวเทียมของตนเอง ทั้งการละเว้นอนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนกิจการดาวเทียม

เช่น กรณีอนุมัติดาวเทียมไอพีสตาร์ โดยไม่มีการประมูล แต่อ้างว่าเป็นดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 ทั้งๆ ที่ มีคุณสมบัติ เทคโนโลยี ตลอดจนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประกอบการที่ไม่อาจใช้เป็นดาวเทียมสำรอง แต่ใช้เป็นดาวเทียมหลักดวงใหม่ แสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจในต่างประเทศ และยังขอส่งเสริมการลงทุน ละเว้นไม่เก็บภาษีจากกิจการดาวเทียมไอพีสตาร์ มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท

เท่ากับว่า เอื้อให้ชินฯ ละเว้น ไม่ดำเนินการจัดให้มีดาวเทียมสำรองตามสัญญา

และยังเอื้อให้ชินฯ สามารถประกอบกิจการดาวเทียมไอพีสาตร์ โดยไม่ต้องเปิดประมูลแข่งขันอย่างเป็นธรรม

การกระทำเหล่านี้ นอกจากจะทำให้บริษัทชินฯ ของทักษิณ ได้ผลประโยชน์ไปมูลค่ามหาศาลแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อแผ่นดินส่วนรวม ทั้งปัญหาความมั่นคงทางการสื่อสารภายในของรัฐ ที่เสียหายไปจากการไม่มีดาวเทียมสำรอง ไทยคม 3 และผลประโยชน์ของแผ่นดินที่สูญเสียไปจากการประกอบกิจการดาวเทียมไอพีสตาร์โดยไม่เปิดประมูลแข่งขันเพื่อนำรายได้เข้าแผ่นดิน แต่กลับปล่อยให้มีการลักลอบใช้สิทธิในกิจการดาวเทียมของชาติ ทั้งวงโคจรหรือพื้นที่จอดดาวเทียมในอวกาศ

ทั้งหมด เกิดความเสียหาย ซึ่งเมื่อคิดรวมแล้ว นับเป็นมูลค่ามหาศาลยิ่งกว่ามูลค่าผลประโยชน์ที่ทักษิณได้ไปจากแผ่นดินไทยเสียอีก

ผู้ที่คิดว่าผู้บริหารประเทศ "โกงบ้างก็ได้ แต่ขอให้ทำงาน" น่าจะต้องคิดใหม่

เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้พิสูจน์แล้วว่า การโกงไปสร้างความร่ำรวยให้กับผู้บริหารจำนวนหนึ่ง แต่ประเทศชาติโดยรวมเสียหายมากกว่าหลายเท่า

สรุป

       การเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปฯ ของทักษิณ ทำให้ทักษิณได้รับผลประโยชน์ไปโดยมิชอบ ส่วนหนึ่งแฝงฝังอยู่ในมูลค่าหุ้นและผลประกอบการของชินคอร์ปฯ และการกระทำดังกล่าวของทักษิณ ยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ประชาชน ผู้บริโภค ระบบแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม ตลอดจนกิจการดาวเทียมของชาติไทยอย่างรุนแรงมหาศาล

       ประเทศชาติได้รับความเสียหาย มากกว่าที่ทักษิณได้ไปจากการกระทำผิดกฎหมายเหล่านี้

       ผู้บริหารประเทศและหน่วยงานองค์กรอิสระ จึงควรต้องพิจารณาลงโทษทางอาญากับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ ที่ร่วมกระทำความผิดกับทักษิณ หน่วยงานของรัฐ ทศท. และรัฐบาล ควรฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งแก้ไขสัญญาที่เคยถูกแก้ไขบิดเบือนในสมัยทักษิณ ให้กลับมามีสภาพดังเดิม

       การยึดทรัพย์ทักษิณ 46,373 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน ไม่เพียงพอต่อความเสียหายของแผ่นดิน แต่เป็นดำเนินการตามความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติเท่านั้น

       หากเปรียบเทียบกับกรณียึดทรัพย์อันได้มาโดยมิชอบในกรณีอื่นๆ นับว่าทักษิณยังได้รับความเมตตาจากศาลยุติธรรมอย่างมาก เช่น

       กรณีผู้กระทำผิดกฎหมายค้ายาเสพติด สมมติว่า ก่อนจะค้ายาเสพติด มีทรัพย์สินอยู่เดิม 30 ล้านบาท นำเงินจำนวนนั้นมาใช้ลงทุน ประกอบกิจการค้าขายยาเสพติด ร่ำรวยเพิ่มพูนขึ้นมาเป็น 76 ล้านบาท ต่อมา ถูกจับได้ ว่าทุจริตจนร่ำรวยเพิ่มขึ้นจากการกระทำผิดกฎหมายแผ่นดิน ก็จะต้องถูกยึดทรัพย์ทั้งหมด 76 ล้านบาท โดยไม่สามารถอ้างได้ว่า ก่อนจะค้ายาเสพติด เคยมีเงินอยู่เดิม 30 ล้านบาท จะขอให้ศาลยึดเฉพาะส่วนที่ได้เพิ่มขึ้นมาจากการค้ายาเสพติด 46 ล้านบาท ไม่อาจกระทำได้

       ในเมื่อทักษิณได้ผลประโยชน์ไปจากแผ่นดินไทยมากมายขนาดนี้ และทำความเสียหายแก่แผ่นดินไทยใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่สำนึกถึงบุญคุณและผลประโยชน์ที่ตนเองได้รับ?

       กลับยังคงบิดเบือนในทำนองว่า ตนเองเป็นเหมือนหนู และอำนาจรัฐในประเทศไทยก็กำลังเผาบ้านทั้งหลังเพื่อจับหนูเพียงตัวเดียว ทั้งๆ ที่ ความเป็นจริง ตรงกันข้าม เพราะทักษิณนั่นเองที่ทำร้ายประเทศไทยอย่างมหาศาล เพียงเพื่อให้ตัวเองได้รับผลประโยชน์ไปส่วนหนึ่ง

       ประเทศชาติส่วนรวมเสียหาย มากกว่าที่ทักษิณได้ไปเสียอีก

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต




ผ่าประเด็นร้อน แนวหน้า[ Big|normal (Font)]

นักรบหรือแค่อันธพาลสมุนแม้ว?
 หิมเย้ยรัฐบ่อนทำลายขู่บึ้มป่วนเมือง       


   
     

       บ้านเมืองขณะนี้เหมือนไร้ขื่อแป ปล่อยให้ขบวนการอันธพาลป่วนเมืองลอยนวลก่อวินาศกรรมปาระเบิดทั่วกรุง และเหิมเกริมถึงกับข่มขู่บ่อนทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันศาล ตลอดจนปลุกระดมบ่อนทำลายให้กับความปั่นป่วนวุ่นวายในบ้านเมืองอันเป็นการหยามท้าทายอำนาจรัฐ อย่างย่ามใจ

       ตัวอย่างล่าสุดที่แสดงให้เห็นถึงการหยามท้าทายอำนาจรัฐก็คือ กรณีที่ นายพรวัฒน์ ทองสมบูรณ์ ฉายา "เคทอง" สมุนคนสนิทของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง หัวหน้ากองกำลังนักรบคนเสื้อแดง ได้เผยแพร่คลิปทางอินเตอร์เนตหลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษายึดทรัพย์ราว 46,000 ล้านบาท ของ นักโทษชายแม้ว โดยเนื้อหาของคลิปของ "เคทอง" มีดังนี้

       " อย่างที่ผมบอก สัญญาณของระเบิดจะดังขึ้นและไม่ต้องห่วงนะครับ ไม่ต้องถามเลยนะครับว่าใครทำ เพราะมึงไม่มีสิทธิที่จะรู้เลยว่าใครทำ เอาเป็นว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เราจะได้ยินเสียงระเบิดดังถึงประตูบ้านท่าน ดังเข้ามาในหน้าต่างบ้านท่าน ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ......ประกาศสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป สงครามกลางเมืองเกิดแล้วครับ

       ใครที่เล่นหุ้น ใครที่ถือหุ้น ถอนออกมาซะ (หัวเราะ) ถอนออกมาซะ ระเบิดจะดังขึ้นทุกวัน มึงเอาไม่อยู่หรอก ไม่ว่ามึงจะเอาทหารออกมากี่พันกี่ร้อยกองพัน มึงเอาไม่อยู่หรอก สัญลักษณ์ของอำมาตย์จะถูกทำลายนับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป และไม่มีสิทธิ์ป้องกันด้วย ไม่มีสิทธิ์ป้องกันนะครับ ก็รอฟังสัญญาณ พรุ่งนี้ก็คงมีข่าวแล้วละ ตามหน้าสื่อ ...ทีวี. พรุ่งนี้ตื่นมาก็คงจะได้ฟังกันนะครับ ......"
       แล้วก็เป็นจริงอย่างที่ "เคทอง" ขู่ เพราะกลางดึกวันถัดมาคือ วันที่ 27 เชื่อมต่อกับวันที่ 28 ก.พ.ก็เกิดระเบิดป่วนเมืองสำนักงานสาขาธนาคารกรุงเทพฯ 4 จุดทั่วกรุง

       สำหรับ "เคทอง" ผู้นี้ที่ผ่านมาติดตาม เสธ.แดง ไปพบกับ นักโทษชายแม้ว ถึงกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ในโอกาสที่ นักโทษชายแม้ว เข้ารับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพุชาอย่างเป็นทางการซึ่ง กุ๊ยฮุนเซ็น ผู้นำกัมพูชา ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับกันอย่างเอิกเกริกโดยมีแกนนำคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยไปร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

       นอกจากนี้ "เคทอง" ยังเคยติดตาม เสธ.แดง ร่วมคณะไปกับแกนนำเสื้อแดงคนอื่นๆ ไปพบรับคำสั่งและอาจจะรวมถึงท่อน้ำเลี้ยงจาก นักโทษชายแม้ว ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์

       ทั้งนี้ ที่ผ่านมา "เคทอง" นอกจากจะได้รับบทบาทเป็นนักรบฮาร์ดคอร์ของกองกำลังพระเจ้าตากแล้ว ยังได้รับมอบหมายหน้าที่จาก เสธ.แดง ให้คอยโพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์ เสธ.แดงดอนคอม ในการบ่อนทำลายความมั่นคงและส่งสัญญาณเตือนว่าจะเกิดเหตุรุนแรงซึ่งก็มักจะเป็นจริงตามคำเตือนราวดั่งกับเป็นคนลงมือด้วยตัวเอง

       ก่อนหน้านี้ "เคทอง" ก็เพิ่งตกเป็นข่าวครึกโครมเมื่อถูกออกหมายจับคดีมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง หลังจากที่กำลังทหารและตำรวจบุกเข้าตรวจค้นพบอาวุธสงครามจำนวนมากในบ้านพักของลูกน้องคนสนิทของ เสธ.แดง ในค่ายทหารม.พัน 4 ย่านเกียกกาย ซึ่ง "เคทอง" ยังคงลอยนวลหลังได้รับการประกันตัว

       มาดูปฏิกิริยาของ เสธ.แดง หลังจากที่คลิป "เคทอง" ถูกนำออกมาเผยแพร่ปรากฏว่า ออกมาตีปลาหน้าไซข่มขู่เหมือนไม่เห็นอำนาจรัฐและกฎหมายอยู่ในสายตา โดยย้ำว่า จะไม่ยอมให้ "เคทอง" ไปให้การกับตำรวจหากมีการออกหมายจับอย่างเด็ดขาด เพราะคลิปที่เผยแพร่ออกมาเป็นแค่การทำนายเหตุการณ์อนาคต และวิเคราะห์สถานการณ์หลังศาลตัดสินยึดทรัพย์ นักโทษชายแม้ว ไม่ใช่ผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุ

       เสธ.แดง ยังประกาศอย่างเหิมเกริมว่า " ขณะนี้เคทองอยู่กับผมตลอดเวลา หากใครมาจับก็ถือเป็นศัตรูกับผม ....... หลังจากนี้ขอให้สังคมคอยฟังสิ่งที่เคทองจะพูดให้ดี เพราะจะมีการประเมินสถานการณ์บ้านเมืองอีกเป็นระยะๆ "

       จากพฤติกรรมอหังการไม่เห็นอำนาจรัฐและกฎหมายอยู่ในสายตาของเหล่าสมุนนักโทษชายแม้ว คงไม่ต่างอะไรจากพวกอันธพาลกวนเมืองที่รับจ้างจ้องบ่อนทำลายโดยไม่คำนึงถึงหายนะใดๆ ที่จะเกิดกับชาติบ้านเมืองเพียงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของผู้เป็นนายใหญ่

       หากสาธารณชนอ่านคลิปของ"เคทอง"มันทนโท่มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเป็นการข่มขู่ท้าทายอำนาจรัฐและเข้าข่ายผิดกฎหมายฐานยุยงให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในบ้านเมืองและ บ่อนทำลายความความมั่นคงของชาติด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีน้ำยาจัดการกับพวกอันธพาลกวนเมืองเหล่านี้อย่างไร หรือจะปล่อยให้ หยามอำนาจรัฐป่วนเมืองซ้ำซากจนนำไปสู่สงครามกลางเมือง





นำเสนอข่าวโดย : ณิภา ก้อนคำ
แหล่งที่มาข่าวโดย : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์
03-03-2010 หนึ่งมาตรฐาน สองความต้องการ | "ทัพแดง" สะดุด เหลือแค่แก๊งป่วนเมือง? | เฟ้น 5 ผู้พิพากษาชี้ชะตาอุทธรณ์ยึดทรัพย์ | ประเทศชาติเสียหาย มากกว่าที่ทักษิณได้ไปเสียอีก | นักรบหรือแค่อันธพาลสมุนแม้ว?หิมเย้ยรัฐบ่อนทำลายขู่บึ้มป่วนเมือง (1/187) 
22-02-2010 จีที 200 ต้องยุติความสับสน | ทดสอบกฎเหล็กนายกฯ | เวทีรัฐสภาเปิดแล้ว | ทุกฝ่ายควรยอมรับคำตัดสินศาล | กระแสสังคมรับไม่ได้ ใครใช้ความรุนแรงคือผู้แพ้ (0/220) 
02-02-2010 บึ้ม บก.ทบ.ถึงปาอึบ้านนายกฯ สะท้อนความอ่อนยวบด้านมั่นคง | ไม่มีอะไรใหม่ | เวทีรัฐสภาเปิดแล้ว | จับตากุมภาฯ ทมิฬ  | ปาอึบ้านนายกฯอุกอาจ สะท้อนระบบรปภ.ผู้นำชุ่ย (0/451) 
24-01-2010 ระเบิดที่บก.ทบ. | สายตาชาวโลก | ถึงเวลาไทยต้องตื่น | อัยการสูงสุดบนศึกสองสี ยุติธรรมไม่พอ...ต้องเป็นธรรมด้วย | ทักษิณจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น หรือตั้งเรือนจำพลัดถิ่น (0/327) 
29-12-2009 ระเบิดป่วนเทศกาลปีใหม่ แค่คิดก็ขอให้หยุดเสียเถอะ | ไส้ในการส่งออก | มารคืนร่าง | มาตรฐานอภิสิทธิ์ | "วิทยา"ไขก๊อกสร้างบรรทัดฐาน แบบอย่างสปิริตรมต.ไทย (0/710) 
Name :
 
E-mail :
 
Detail :
 
 



  • ความคิดเห็นที่ : 1

\"ประธานองคมนตรี\"
ป๋าเปรม-แบงก์กรุงเทพ-บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ 4000 ไร่ ทำสนามกอลฟ์เขาสอยดาว คอนเนกชั่นอมตะอภิมหาทุนอำมาตย์ไทย...ทำไม ???

\"พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์\"
ประธานองคมนตรี(121,990 /ด.)และรัฐบุรุษ(อีก 121,990 /ด.) กองทัพบกจัดงบให้ป๋าอีก (200,000 /ด.)กับเส้นทางการเงินสุดลึกลับ จากกลุ่มทุนรวมทั้งกลุ่มธุรกิจใหญ่ในประเทศไทยมากมาย หลายบริษัทหลายองค์กร เช่นนางกัลยาณี พรรณเชษฐ์ ประธานบริษัทMMCสิทธิผล (มิซูบิชิ ไทยแลนด์)8 ธันวาคม 2546 จ่ายเช็คของธนาคารกรุงเทพ 2 ใบ ให้กับพล.อ.เปรม มานานแล้ว ใบละ 1.8 ล้านบาท รวม 3 ล้าน 6 แสนบาท....ไม่ปรากฏการเสียภาษีรายได้ของป๋าเลย...ทำไม ?

องคมนตรี \"สุรยุทธ์\"
จนมุมด้วยหลักฐานต่อสายตาประชาชนทั้งประเทศบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ต้องรื้อถอนตกยอดเขา มาวันนี้ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ร้อง ป.ป.ช. องคมนตรี \"สุรยุทธ์\" แจ้งบัญชีทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จได้ ผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 263 ทำไม...???

องคมนตรี พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์
\"กรณีสร้างซุ้ม 5 หลังรุกล้ำที่ดินถนนสาธารณะ และบึงน้ำสาธารณะ\" ปิดกั้นถนนรอบบึง สร้างกำแพงกั้นบึงน้ำเอาไว้เป็นส่วนตัว หมู่บ้านปัทวิกร คณะกรรมาธิการการกฏหมายและสิทธิมนุษย์ชนสภาเรียกสอบทันที
องคมนตรี พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ ส่งหนังสือตอบทันที \"เพราะป้องกันคนเข้ามาตกปลา จึงกั้นไว้เป็นบึงน้ำส่วนตัว\"
ตอบเพียงเท่านี้ สังคมไทย รับได้แล้วหรือ...ทำไม ???

องคมนตรี พล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์
มีการเปิดเผยข้อมูลออกมา \"ครอบครองที่ดิน\" ซึ่งอยู่ใน \"เขตป่าสงวน\" โดยได้ครอบครองพื้นที่ป่าสงวน ยอดภูหลวง อ.ด่านซ้าย จ.เลย ที่ได้ชื่อว่าเป็นยอดดอยสูงที่สุดในภาคอีสาน กว่า 200 ไร่ แน่นอนว่า การครอบครองที่ดิน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ไม่ว่าบุคคลใด ก็ต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายเสมอกัน ทำไม...???

เที่ยวสั่งสอนคนนั้น คนนี้ ให้ทดแทนคุณแผ่นดิน ให้เสียภาษี...แล้วพวกท่านล่ำ
ทำไม...องคมนตรี ถึงชอบ งาบป่าสงวน ไม่ยอมเสียภาษี...ทำไม ???

  • ผู้ส่ง: สังคม วิปริต E-mail : jjaassdd@yanonth.com
  • 67.159.44.96 Mar 09, 2010 @09:24 AM