Login
 
 

คนอยู่เมืองนอก
โดย คนสวยเอสซี
ไทยทาวน์ ยูเอสเอ นิวส์

เป็นคุณครูฝึกสอน

น้าจ๊ะ... หนูโผล่มาที่ไทยทาวน์ฯ อีกทีก็นี่เลย...อาทิตย์หลังปีใหม่ ใจมันคิดถึงน้าและคุณนักอ่านอยู่เสมอๆ และเวลาก็มีเท่าเดิม แต่มีกิจกรรมเสริมในชีวิตประจำวันมากขึ้นมหาศาล

            น้าจำได้ไหม หนูเคยเล่าให้ฟังว่ากลับไปเรียนหนังสือเอาตอนสาวเหลือน้อยแล้ว เวลาผ่านมาได้เป็นปี ตอนนี้หนูไปเป็นคุณครูฝึกสอนนักเรียนชั้นประถมหนึ่ง โรงเรียนใกล้ๆ บ้านนี่แหละ

            ชีวิตในแต่ละวันตั้งแต่เช้า 9 โมงถึงบ่าย 3 โมงครึ่งก็เลยหมดไปกับ “อนาคตของอเมริกา” ซึ่งปัจจุบันอายุเพิ่งจะได้ 6-7 ขวบ จำนวน 21 คน เป็นผู้ชายซะ 10 ผู้หญิง 11

            ...มันน่ารักน่าเอ็นดูกันมั่กๆ

มีปัญหาให้ขำได้ทั้งวัน บางวัน “ขำ” มาก...ก จนต้องกลับไปกินยาแก้ปวดหัวที่บ้าน

หนูล่ะนับถือบรรดาคุณครูตัวจริงที่สอนกันมาคนละเป็นสิบยี่สิบปี โดยเฉพาะคุณครูบ้านเราที่มีปริมาณนักเรียนในชั้นต่ออัตราคุณครูหนึ่งท่าน มากกว่าคุณครูที่อเมริกาแบบ... 50 ต่อ 21

ที่รัฐอินเดียนานี่ถ้าเป็นเด็กเล็กเขาต้องมีคุณครู 1 คนต่อนักเรียนห้ามเกิน 8 คน พอโตหน่อยก็ค่อยเพิ่มจำนวนนักเรียนขึ้นได้ อย่างในห้องป.หนึ่งที่หนูไปฝึกสอนอยู่ มี 21 คนก็มีคุณครูประจำชั้น 1 คน ครูผู้ช่วย 1 คน มีอาสาสมัคร 1 คน ครูสำหรับเด็กพิเศษที่มาวันละ 2 รอบๆ ละหนึ่งชั่วโมงอีก 1 คน รวมหนูด้วยช่วยกันรับมือเป็น 5 คน

...งานก็ยังล้น รู้สึกว่าเด็กๆ ทุกคนได้รับความสนใจไม่เต็มที่

คุณครูประจำชั้นชื่อมิสเฮนเดอร์สัน แกแบ่งเด็กตามความสามารถเป็นกลุ่มๆ เพื่อคนที่เรียนดีกว่าจะไม่ต้องมาคอยเรียนไปพร้อมเพื่อน

อาทิตย์แรกที่เริ่มฝึกสอนหนูเครียดมาก ไหนจะจำชื่อเด็ก จดจำสไตล์การทำงานของคุณครู แล้วก็ยังสังเกต “อาการ” ประจำของเด็กๆ

นิสัยของเด็กๆ แต่ละคนในเวลาที่อาการปกติ และในเวลาที่ดูเหมือน (มัน) กินยาไม่เขย่าขวดมาจากบ้าน เป็นอะไรที่น่าศึกษามาก วันไหนหิมะตก ฝนตก วันที่พระอาทิตย์เล่นซ่อนหา  ฯลฯ โดยเฉพาะวันที่ไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นหลังพักกลางวัน บรรยากาศห้องเรียนในตอนบ่ายจะ “แปรปรวน” ไม่เป็นอันร่ำอันเรียนกันเลย

เหมือนมีพลัง “คาเมฮาเมฮา” ของดราก้อนบอลที่ต้องการการปลดปล่อย

            กฎข้อหนึ่งที่มิสเฮนเดอร์สันแกวางไว้ก็คือ ถ้าใครมีคำถามอะไรจะต้องยกมืออยู่ที่ที่นั่ง จนกว่าจะมีผู้ใหญ่เข้าไปให้คำตอบหรือให้ความช่วยเหลือ ห้ามลุกเดินพรวดพราดไปหาใคร และห้ามตะโกนโหวกเหวกถามขึ้นมากลางอากาศ

             หนูก็เลยมี “ขายก” (มือ) ขาประจำ ยกกันได้ทุกวันและทั้งวัน จนเมื่อร่างกายส่วนบนเมื่อยล้าถึงที่สุดแล้ว ก็จะฟุบหัวลงกับโต๊ะและใช้แขนอีกข้างพยุงแขนขวาไว้ในสภาพตั้งตรงได้

             ...นับถือ นับถือ

             ตอนไปใหม่ๆ หนูก็พยายามเข้าช่วยเหลือ “ขายก” ทุกท่านด้วยความจริงใจ แต่เดี๋ยวนี้รู้ทันซะแล้ว เลยทำเป็นมองไม่เห็นไปบ้าง เพราะส่วนใหญ่จะยกมือเพื่อหาเรื่องไปเข้าห้องน้ำมั่ง หรือแกล้งว่าปวดหัว ปวดท้องเพื่อจะได้ไปห้องพยาบาลมั่ง หรือไม่ก็หาเรื่องฟ้องเพื่อนมั่ง

             “ขาฟ้อง” นี่ก็เป็นขาประจำอีกกลุ่มหนึ่งในห้องเรียน พวกฟ้องได้ตั้งแต่เรื่องใครเข้าห้องน้ำแล้ววิ่งโชว์ของดีให้เพื่อนๆ ผู้ชายได้ชมกันเป็นขวัญตา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ การทำโทษคือ “คนชอบแสดงออก” ต้องเดินทางไกล ไปเข้าห้องน้ำที่ห้องทำงานครูใหญ่ทุกครั้งไป

เลยไปจนถึงฟ้องเรื่องเล็กๆ อาทิ ยัยคนนั้นเขาใช้สีเทียนสีส้มแทนที่จะเป็นสีแดง เป็นต้น ไอ้เราก็ต้องฟังหูไว้หู เพราะเรื่องเล็กๆ ที่เราไม่สนใจบางเรื่องอาจบานปลายไปได้ หรืออาจมีรากมาจากปัญหาที่ลึกและใหญ่กว่าในสภาพจิตของเด็ก

เด็กบางคนมีปัญหาที่บ้าน พ่อแม่ทะเลาะกัน ลูกรู้สึกว่าตัวเองควบคุมอะไรไม่ได้เลย เมื่อมาโรงเรียนก็พยายามจะท้าทายในสิ่งที่ผิดๆ การใช้สีส้มแทนสีแดงก็อาจจะเป็นการท้าทายอำนาจอย่างหนึ่ง แต่ในหลายกรณีก็คือเด็กไม่สนใจคำสั่ง

ซึ่งเป็น “โรคระบาด” ที่โรงเรียนพยายามแก้ไขด้วยการจัดให้มีวิชา “การฟัง” อาทิตย์ละหนึ่งชั่วโมง เพื่อสอนให้เด็กๆ รู้จักการฟังคำสั่ง แล้วนำไปปฏิบัติให้ถูกต้อง สอนและเรียนผ่านเกมต่างๆ สนุกดีเหมือนกันน้า

หนูได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการฝึกสอนแค่เทอมเดียว มากกว่าที่เรียนในหนังสือเป็นหลายๆ วิชา รวมทั้งได้เรียนรู้ว่าอยู่อเมริกามา 17 ปี ภาษาไทยก็เละไปแล้ว ภาษาอังกฤษก็ไม่ก้าวหน้า สอนการอ่านออกเสียงตัวพยัญชนะภาษาอังกฤษจนเด็กป.หนึ่งยังงงกันทั้งห้อง

...ไอ้หนูก็นึกว่าหนูทั้งสวย ทั้งเก่ง ที่ไหนได้ แค่ออกเสียงควบกล้ำตัว sh และ ch ให้แตกต่างกันยังพาเด็กมึน

ตกเย็นหนูต้องกลับไปซ้อมกับไอ้สองหนุ่มที่บ้านทุกวัน ฝึกจนน้ำจิ้มกระเด็นกระดอนก็ยังเหมือนเดิม

หนูมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพิ่มขึ้น จากที่เคยเรียนในหนังสือว่ามนุษย์ทุกคนมีความช้าเร็วในการเรียนแตกต่างกัน ไม่ได้หมายความว่าคนที่เรียนเร็วกว่าจะฉลาดกว่า และไม่ได้หมายความว่าคนที่เรียนการอ่านได้เร็ว จะเรียนเลขได้เร็วกว่าด้วย เด็กบางคนอ่านได้ช้ากว่าเพื่อนนิดหน่อย แต่พอเริ่มต้นได้แล้วทีนี้ก็ไปโลดไม่ต้องห่วง

โดยเฉพาะนะน้า เมื่อได้คลุกคลีกับเด็กคนอื่นๆ นานๆ แล้ว หนู “อะพิเชด” ลูกตัวเองมากขึ้น ซาบซึ้งว่าลูกเรา (มัน) เป็นเด็กดีกว่าที่เราคิดไว้

และอีกอย่างคือ ไม่ต้องผิดหวัง...เพราะจริงๆ แล้วมัน “โอเค” มากที่ลูกเราไม่ได้เป็นเด็กอัจฉริยะ ไม่ต้องเก่งที่สุด ฉลาดที่สุด และขอขอบคุณบุญกุศลที่ทำมาแต่หนหลัง ที่ส่งให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรงดีทุกประการ

...ก็หนูมี “เด็กพิเศษ” สองคนในห้องเรียน

อินเดียนาก็เป็นอีกรัฐหนึ่งที่สนับสนุน “อินคลูชั่น” (Inclusion) หรือการให้เด็กพิเศษเรียนรวมกับเด็กปกติ เขาเชื่อและหนูเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายต่างได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน

เด็กสองคนนี้ไม่ได้เป็นออทิสติก เขายังเรียนเขียนอ่านได้ บวกเลขได้  แต่  "สัญญาณ" ในสมองจะส่งมาช้า ชั่วโมงเรียนการอ่านและคณิตศาสตร์ “ครูพิเศษ” ก็จะมารับสองหน่วยนี้ไปเรียนต่างหาก ส่วนเวลาที่เหลือก็อยู่ในชั้นเรียนตามปกติ

เท่าที่หนูดู หนูว่าเด็กอเมริกันไม่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่บ้านเรา

เด็กๆ ของเขามีช่องทางไป มีหน่วยงานคอยสนับสนุนเด็กที่มีความสามารถพิเศษ แม้แต่เพียงด้านเดียวก็มีคนเห็นคุณค่า และมีหน่วยงานที่คอยช่วยเหลือ “เด็กพิเศษ” ขอเพียงให้พ่อแม่เอาใจใส่ ยอมรับความจริงและอดทนพาลูกไปรับความช่วยเหลือเท่านั้น

เด็กบ้านเราน่าห่วงกว่าเยอะ...

หนูว่างานครูเป็นงานที่น่าภาคภูมิใจ เป็นงานที่หมดภาระไปเป็นช่วงๆ โดยมีความก้าวหน้าของเด็กที่เห็นกันได้ วัดกันได้ เป็นผลตอบแทนทางจิตใจ

หนูก็ยังไม่รู้ว่าหนูมาถูกทางหรือเปล่า...อายุก็ปูนนี้ ปริญญาก็ใบที่สามแล้ว แต่วันนี้หนูสนุกกับการทำงานได้ก็โอเคในระดับหนึ่งแล้ว

หนูไป (ฝึก) สอนเด็กๆ แต่บางวันกลับบ้านแล้วรู้สึกว่าเด็กๆ เป็นฝ่ายสอนหนูมากกว่า นะน้านะ

                                                                                                หนูเองจ้ะ.





ภาพชุดนี้ ถ่ายเมื่อเดือนตุลาคมปี 2008 ซึ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง มิสเฮนเดอร์สันพานักเรียนเข้าแถวไปเก็บใบไม้ ซึ่งเปลี่ยนเป็นสีต่างๆ เพื่อไปประกอบการเรียน เด็กๆ ยืนแถวตรงกันไปกันมากลายเป็นแถวขยุกขยิก




เดินตามกันไปโดยแบ่งเป็นแถวเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย แต่ฝ่ายชายแตกแถวเป็นปกติ 




จังหวะนี้แตกฮือกันไปเลือกเก็บใบไม้ตามความต้องการ


เห็นยิ้มหวานๆ ยังงี้ เป็นขาเฮี้ยวประจำห้อง


ได้ครบทุกคนแล้วต้องถ่ายรูปไว้เป็นระลึก มิสเฮนเดอร์สัน คุณครูประจำชั้นยืนยิ้มอย่างเข้มแข็งอยู่ขวาสุด ยืนหยัดสอนเด็กๆ มายี่สิบกว่าปี





นำเสนอข่าวโดย : ปาริชาต สามารถ
แหล่งที่มาข่าวโดย : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์
Name :
 
E-mail :
 
Detail :