Login
 
 

บทบรรณาธิการ
ไทยทาวน์ ยูเอสเอ นิวส์

มีเหตุผล มีสติ เพื่อส่วนรวม

เชื่อว่า ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำเรื่อยไปจนดึกดื่นของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2010 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้ง 9 คนขึ้นบัลลังก์พิพากษาคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ประเทศไทย จะเป็นช่วงเวลาที่มีคนไทยในอเมริกาเปิดดูช่องข่าวของไอพีทีวีกันสูงสุดในรอบหลายๆ ปี เพราะการพิพากษาคดีดังกล่าวนั้น ถือได้ว่าเป็น “ไฮไลต์” ของเหตุการณ์ที่ลากยาวมาหลายปี อีกทั้งเกรงกันว่าจะเป็น “จุดวิกฤติ” อีกครั้งของประเทศไทย เพราะหากเหล่าคนเสื้อแดงไม่พอใจคำพิพากษา และไม่สามารถคุมสติได้ เหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆ นานาก็อาจเกิดขึ้นได้

ไม่เพียงแต่พวกเราชาวไทยเท่านั้น แต่สำนักข่าวหลักๆ ของอเมริกา ก็ติดตามข่าวนี้กันอย่างเกาะติด มีการพูดถึงประกาศเตือนของรัฐบาลประเทศต่างๆ ให้ประชาชนของเขาหลีกเลี่ยงการเดินทางไปประเทศไทย หรือเตือนให้นักท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ หลีกเลี่ยงจุดชุมนุม เนื่องจากกลัวเหตุการณ์ร้ายแรงเหมือนที่พวกเรากลัวเช่นกัน... ซึ่งแน่นอนว่าข่าวเหล่านี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่อาจจะรั้งรอการเดินทางไปเมืองไทยเอาไว้ เพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน

แต่เหตุการณ์ทั้งหมดก็ผ่านพ้นไปอย่างเรียบร้อย อย่างน้อยก็จนถึงช่วงเที่ยงวันของวันศุกร์ อันเป็นวันปิดต้นฉบับของไทยทาวน์ฯ แม้จะมีรายงานข่าวเกี่ยวกับอาการ “สติแตก” ของเหล่าคนเสื้อแดงบางคนที่ทราบผลการตัดสินว่าอดีตนายกฯ จะถูกยึดทรัพย์ส่วนหนึ่งจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท ถึงขนาดล้มตัวลงไปนอนดิ้นกับพื้น พร้อมตะโกน “ยอมตายเพื่อท่านทักษิณ” หรือตะโกน “เอามันให้หมดตั้งแต่คืนนี้เลย” ระหว่างฟังคำพิพากษาคดีกันที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถนนพระราม 4 ก็ตาม

ขอแสดงความชื่นชมเจ้าหน้าที่ของพรรคเพื่อไทย ที่ระดมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมารักษาการบริเวณหน้าที่ทำการพรรค เพื่อควบคุมเหตุการณ์ไม่ให้ลุกลามจากอาการคุ้มคลั่งขาดสติของเหล่าคนเสื้อแดงเหล่านั้นเอาไว้ได้...

แต่ความสงบที่เกิดขึ้นหลังการอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้น หลายฝ่ายมองว่าเป็นความสงบที่ผิดปกติ เหมือนความสงบของคลื่นลมก่อนที่พายุใหญ่จะเข้ามา เป็นเพียงการ “เก็บกด” ที่รอวันระเบิด

เพราะดูจากท่าทีของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่บอกมายังกลุ่มคนเสื้อแดงผ่านระบบวิดีโอลิงค์ ทั้งที่ชุมนุมอยู่ที่พรรคเพื่อไทย และที่ท้องสนามหลวงนั้น ฟังชัดเจนว่าเขาไม่ยอมรับคำพิพากษา แถมยังอ่านโคลงสี่สุภาพ “ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน...” อันเป็นโคลงบทสุดท้ายในชีวิตของ “ศรีปราชญ์” บรรยายความอาฆาตแค้นก่อนถูกประหารชีวิตตามคำสั่งของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งจบด้วยคำว่า “เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนั้นคืนสนอง” ด้วย...

ดังนั้น เหตุการณ์หลังจากวัน “Judgment day” 26 กุมภาพันธ์ ไปแล้ว คนไทยทั้งประเทศ ก็ยังคงต้องตั้งสติให้ดี พยายามคำนึงถึงเหตุและผล คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักต่อไป

กรุงเทพธุรกิจบอกเอาไว้ว่า ในช่วงนี้ ทุกฝ่ายจะต้องฝึกสติ ตั้งอยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องวิตกหรือปรุงแต่งถึงเหตุการณ์ในอนาคต และไม่ต้องกังวลหรือคิดฝังใจกับเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วในอดีต รวมถึงไถ่ถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน พวกพ้องลงบ้าง และหันมาคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม ใคร่ครวญถึงเหตุผลที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง รวมถึงศีลธรรมความดีงาม

และว่า... การวางใจไว้เป็นกลางๆ และการมีสติกำกับด้วยการสร้างความรู้สึกตัวอยู่เสมอ รวมถึงการไม่เพลินไปกับอารมณ์ความนึกคิดปรุงแต่งต่างๆ นั้น จะช่วยได้มากในยามมีสิ่งใดมากระทบแล้วทำให้เกิดความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ เพราะอย่างน้อยก็เปิดโอกาสให้มีการคิดคำนึงถึงเหตุและผลของสิ่งต่างๆ แทนที่จะผูกติดไปกับความรู้สึกไม่ว่าจะดีใจ-ผิดหวัง หรือไหลไปตามอารมณ์ต่างๆ จนลืมตัว แล้วปรุงแต่งไปเรื่อยจนทำให้เกิดความเครียดหรืออาฆาตมาดร้ายผู้อื่นไปได้

รวมถึงชี้ ”ทางออก” ที่เราคิดว่ามีเหตุผลที่สุดแล้วว่า “...แต่ประชาชนไทยผู้เป็นเจ้าของประเทศ ก็มีสิทธิอย่างเต็มที่ในการเลือกนักการเมืองเข้ามาเป็นผู้แทนหรือทำหน้าที่บริหารประเทศแทน และควรใช้สิทธินี้ให้คุ้มค่า ด้วยการไม่เปิดช่องทางหรือให้โอกาสแก่ผู้ที่จะเข้ามาสร้างความแตกแยกหรือแบ่งแยกประเทศ เพราะในทุกระดับนั้น การร่วมมือร่วมใจกันทำงานเท่านั้น จึงจะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่จุดหมายได้ ทั้งในยามสงบ และโดยเฉพาะในยามเผชิญมรสุมรุมเร้า...”

เราจึงขอวิงวอนให้คนไทยทุกคนตั้งสติ คิดถึงเหตุและผล โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นหลักต่อไป....



นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม
แหล่งที่มาข่าวโดย : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์
Name :
 
E-mail :
 
Detail :
 
 



  • ความคิดเห็นที่ : 4

ความจริงที่ศาลไม่รู้--
ศาลสั่งไม่เอาผิด พธม.ได้ สั่งยุบพรรคได้ สั่งยึดทรัพย์ได้
แต่สั่งให้คนไม่พอใจ..ไม่คิด..ไม่พูด..ไม่ชุมนุม..ไม่ได้

เป็นธรรมดาที่คนไทยส่วนใหญ่ จะถือว่าศาลเป็นที่พึ่งสุดท้าย
ถือว่าเป็นการให้เกียรติและเทอดทูนมากแล้ว พ่อเจ้าประคู้นนนน

ศาลพูดอะไร ถึงจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ก็ไม่ค่อยมีใครไปขัด

แต่พักหลัง ๆ เห็นได้ชัดว่า ศาลไม่อยู่ส่วนศาล ไม่ปฏิบัติตัวเป็นศาล
และมิหนำซ้ำ หลายคดี ศาลยังไม่กล้าแต่งเครื่องแบบมาว่าความเองด้วยซ้ำ

แล้วจะให้ชาวบ้านธรรมดาเขาคิดกันยังไง

ที่เห็นเสียศูนย์กันมากก็คือตอนท้าย ๆ เอาผิดนายกสมัครด้วยกฏหมายไม่ได้
ความชั่วช้า เลยดันไปอ้างอ้างพจนานุกรม ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายแรงงานอะไรก็ไม่ผิด

และตอนยึดทรัพย์ ก็ไปอ้าง คปค. คมช. แต่ไม่มี รธน.
แล้วจะให้ชาวบ้านเขาคิดยังไง เห็นใจกันบ้าง

ที่เขาออกชุมนุมกันมากมายครั้่งนี้ ไม่ใช่อื่นไกล
ก็เพราะความยุติธรรมไม่มี แล้วจะให้ยุติ มันคงยาก

  • ผู้ส่ง: สังคม วิปริต E-mail : jjaassdd@yanonth.com
  • 74.63.118.70 Mar 10, 2010 @10:49 AM
  • ความคิดเห็นที่ : 3

โอ๊ยมืดๆ มองไปใหนก็เจอแต่คน(CENSOR)ทุศีล มองเบื้องบนก็เห็นแต่ประธานองค์มนตรีทุศีล กิเลสหนาทำตัวเป็นถั่วปากอ้าเป็นทาสของความอยาก ทำตัวเป็นใม้กันหมาใก้คนชั่วหากิน เอาที่ดินป่าสงวนเป็นของครอบรัว ฯ มองไปที่รัฐบาลก็มาจากพวกก่อการร้ายสากล การงานไม่ทำเอาแต่สร้างภาพ มองไปที่เถรสมาคม ก็เอาแต่นอนในห้องแอร์และทำตัวเป็นอีแอบ พระคุณท่านน่าจะออกมาชี้นำสังคมกันบ้าง อันใหนผิดอันใหนถูก อย่าเอาแต่ขายสวรรค์ขายนรก มอมเมาชาวบ้านนะครับ พระคุณท่าน

  • ผู้ส่ง: tuay E-mail : tuay@yahoo.com
  • 125.25.6.98 Mar 08, 2010 @06:15 PM
  • ความคิดเห็นที่ : 2

“ความจริงประเทศไทย ประชาธิปไตยและความยุติธรรม มีจริงหรือ”

ณ โรงแรมเวสเทิร์นแกรนด์ จังหวัดราชบุรี

วันพฤหัส ที่ 11 มีนาคม 2533 เวลา 13.00น.-16.00น

ผู้ร่วมเสวนา
คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา
ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช
ดร.สุนัย จุลพงศธร
ผู้ดำเนินรายการ คุณศุภรัตน์ นาคบุญนำ

รายการนี้ ไม่มีการขายบัตร ""ฟรี""

วัตถุประสงค์ของการจัดเสวนาครั้งนี้คือต้องการให้ความรู้ เพิ่มความเข้าใจ สร้างปัญญาให้กับมวลชน ในประเด็นปัญหาหลักๆของการเมืองไทย โดยเฉพาะเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ความบกพร่องและสองมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนปัญหาด้านการเมือง เศรษฐกิจ และ ความไม่เป็นธรรม

  • ผู้ส่ง: ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน E-mail : asdfgh@gfdsa.com
  • 67.159.44.138 Mar 07, 2010 @08:51 AM
  • ความคิดเห็นที่ : 1

เลขาศาลยุติธรรม นายวิรัช ชินวินิจกุล ขู่ฟ้องประชาชนที่ลงชื่อ ถอดถอนศาล
สะเทือนเกียรติประวัติของศาลฎีกาอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะวันตัดสิน ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์
ศาลนั่งรถเกราะมาตัดสินคดี ตัดสินเสร็จก็เอาทหารถือปืนยืนเฝ้าถนนทั่ว กทม. สั่งประชาชนให้ยอมรับคำตัดสิน
ทั้งที่หลายประเด็น ศาลไม่เป็นกลาง พูดง่าย ๆ ศาลก็คือ หนึ่งในผู้ก่อการกบฏร่วมกับเผด็จการ ปฏิวัติล้ม ประชาธิไตยไทยด้วยซ้ำไป เช่น
1.วันที่ 19 กันยา 49 ศาลใหญ่อย่างนายจรัญ ภักดีธนากุล ที่ยังเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะอุทธรณ์ ไปร่วมร่างประกาศคณะปฏิวัติ วางแผนให้คณะปฎิวัติ หลังจากนั้นนายจรัญได้ดิบได้ดีเป็นปลัดยุติธรรม เป็นศาลรัฐธรรมนูญ...ทำไม ?
2.วันที่ 6 พฤษภาคม 2549 ที่บ้านนายปีย์ มาลากุล มีการวางแผนกำจัด พตท.ทักษิณ ถ้าไม่สำเร็จก็ปฏิวัติ โดยคนสำคัญของบ้านเมือง พล.อ.สุรยุทธ์ องคมนตรี พล.อ.พัลลภ ทหารความมั่นคง นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา นายจรัญ ภักดีธนากุล ศาลรัฐธรรมนูญ
3. วางแผนกำจัดทำลาย พตท.ทักษิณ และ พรรคไทยรักไทย โดยแก้ใขกฏหมายมาตรา 306 ของ รธน 50 ต่ออายุให้ตัวเองไปอีก 10 ปี จากที่เกษียณอายุ 60 กลายเป็น 70 เพื่ออยู่เล่นงานทักษิณ
4. ทำลายหลักกฎหมายในเรื่องความเป็นกลางของผู้พิพากษาที่ตัดสินคดี จะต้องไม่เคยเกี่ยวข้องกับคดีหรือรู้ที่มาที่ไปของคดีมาก่อน (impartiality) เพราะมีอคติกับคู่ความได้ง่าย แต่ในคดีนี้ผู้พิพากษา 6 จาก 9 คน เคยทำคดีทักษิณมาแล้วทั้งสิ้น ศาลบางคนร่างแถลงการปฏิวัติ ศาลบางคนไปวางแผนฆ่าทักษิณที่บ้านปรี ศาลบางคนขี้นเวทีพันธมิตร
5.คุณวิรัช เลขาศาลยุติธรรม คุณยังไม่ตอบคนไทยเลยว่า \\\"เทปลับ\\\" ที่คุณโทรศัพท์ไปข่มขู่ พตอ.พีรพันธ์ และ พล.ต.อ.วาสนา กกต.ชุดเก่า ว่าให้ลาออก ถ้าไม่ลาออกศาลจะเอา กกต.ติดคุก

แบบนี้หรือที่จะให้ผมเชื่อตามที่พวกท่านโฆษณาว่า ศาลไม่เอียง ศาลมีความเป็นกลาง ???

  • ผู้ส่ง: \\\"ศาล\\\" หรือ \\\"ซ่องโจร\\\" ??? E-mail : 123@321.com
  • 67.159.44.96 Mar 03, 2010 @11:37 AM