ไม่เพียงแต่พวกเราชาวไทยเท่านั้น แต่สำนักข่าวหลักๆ ของอเมริกา ก็ติดตามข่าวนี้กันอย่างเกาะติด มีการพูดถึงประกาศเตือนของรัฐบาลประเทศต่างๆ ให้ประชาชนของเขาหลีกเลี่ยงการเดินทางไปประเทศไทย หรือเตือนให้นักท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ หลีกเลี่ยงจุดชุมนุม เนื่องจากกลัวเหตุการณ์ร้ายแรงเหมือนที่พวกเรากลัวเช่นกัน... ซึ่งแน่นอนว่าข่าวเหล่านี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่อาจจะรั้งรอการเดินทางไปเมืองไทยเอาไว้ เพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน
แต่เหตุการณ์ทั้งหมดก็ผ่านพ้นไปอย่างเรียบร้อย อย่างน้อยก็จนถึงช่วงเที่ยงวันของวันศุกร์ อันเป็นวันปิดต้นฉบับของไทยทาวน์ฯ แม้จะมีรายงานข่าวเกี่ยวกับอาการ “สติแตก” ของเหล่าคนเสื้อแดงบางคนที่ทราบผลการตัดสินว่าอดีตนายกฯ จะถูกยึดทรัพย์ส่วนหนึ่งจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท ถึงขนาดล้มตัวลงไปนอนดิ้นกับพื้น พร้อมตะโกน “ยอมตายเพื่อท่านทักษิณ” หรือตะโกน “เอามันให้หมดตั้งแต่คืนนี้เลย” ระหว่างฟังคำพิพากษาคดีกันที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถนนพระราม 4 ก็ตาม
ขอแสดงความชื่นชมเจ้าหน้าที่ของพรรคเพื่อไทย ที่ระดมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมารักษาการบริเวณหน้าที่ทำการพรรค เพื่อควบคุมเหตุการณ์ไม่ให้ลุกลามจากอาการคุ้มคลั่งขาดสติของเหล่าคนเสื้อแดงเหล่านั้นเอาไว้ได้...
แต่ความสงบที่เกิดขึ้นหลังการอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้น หลายฝ่ายมองว่าเป็นความสงบที่ผิดปกติ เหมือนความสงบของคลื่นลมก่อนที่พายุใหญ่จะเข้ามา เป็นเพียงการ “เก็บกด” ที่รอวันระเบิด
เพราะดูจากท่าทีของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่บอกมายังกลุ่มคนเสื้อแดงผ่านระบบวิดีโอลิงค์ ทั้งที่ชุมนุมอยู่ที่พรรคเพื่อไทย และที่ท้องสนามหลวงนั้น ฟังชัดเจนว่าเขาไม่ยอมรับคำพิพากษา แถมยังอ่านโคลงสี่สุภาพ “ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน...” อันเป็นโคลงบทสุดท้ายในชีวิตของ “ศรีปราชญ์” บรรยายความอาฆาตแค้นก่อนถูกประหารชีวิตตามคำสั่งของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งจบด้วยคำว่า “เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนั้นคืนสนอง” ด้วย...
ดังนั้น เหตุการณ์หลังจากวัน “Judgment day” 26 กุมภาพันธ์ ไปแล้ว คนไทยทั้งประเทศ ก็ยังคงต้องตั้งสติให้ดี พยายามคำนึงถึงเหตุและผล คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักต่อไป
กรุงเทพธุรกิจบอกเอาไว้ว่า ในช่วงนี้ ทุกฝ่ายจะต้องฝึกสติ ตั้งอยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องวิตกหรือปรุงแต่งถึงเหตุการณ์ในอนาคต และไม่ต้องกังวลหรือคิดฝังใจกับเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วในอดีต รวมถึงไถ่ถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน พวกพ้องลงบ้าง และหันมาคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม ใคร่ครวญถึงเหตุผลที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง รวมถึงศีลธรรมความดีงาม
และว่า... การวางใจไว้เป็นกลางๆ และการมีสติกำกับด้วยการสร้างความรู้สึกตัวอยู่เสมอ รวมถึงการไม่เพลินไปกับอารมณ์ความนึกคิดปรุงแต่งต่างๆ นั้น จะช่วยได้มากในยามมีสิ่งใดมากระทบแล้วทำให้เกิดความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ เพราะอย่างน้อยก็เปิดโอกาสให้มีการคิดคำนึงถึงเหตุและผลของสิ่งต่างๆ แทนที่จะผูกติดไปกับความรู้สึกไม่ว่าจะดีใจ-ผิดหวัง หรือไหลไปตามอารมณ์ต่างๆ จนลืมตัว แล้วปรุงแต่งไปเรื่อยจนทำให้เกิดความเครียดหรืออาฆาตมาดร้ายผู้อื่นไปได้
รวมถึงชี้ ”ทางออก” ที่เราคิดว่ามีเหตุผลที่สุดแล้วว่า “...แต่ประชาชนไทยผู้เป็นเจ้าของประเทศ ก็มีสิทธิอย่างเต็มที่ในการเลือกนักการเมืองเข้ามาเป็นผู้แทนหรือทำหน้าที่บริหารประเทศแทน และควรใช้สิทธินี้ให้คุ้มค่า ด้วยการไม่เปิดช่องทางหรือให้โอกาสแก่ผู้ที่จะเข้ามาสร้างความแตกแยกหรือแบ่งแยกประเทศ เพราะในทุกระดับนั้น การร่วมมือร่วมใจกันทำงานเท่านั้น จึงจะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่จุดหมายได้ ทั้งในยามสงบ และโดยเฉพาะในยามเผชิญมรสุมรุมเร้า...”
เราจึงขอวิงวอนให้คนไทยทุกคนตั้งสติ คิดถึงเหตุและผล โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นหลักต่อไป....